⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2832/2559

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2832/2559

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การส่งหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังภูมิลำเนาของนิติบุคคล และมีผู้ที่อยู่หรือทำงานในสำนักงานของผู้รับลงลายมือชื่อรับไว้ ถือว่านิติบุคคลนั้นได้รับหนังสือโดยชอบแล้ว

ย่อคำพิพากษา

ป.พ.พ. มาตรา 68 บัญญัติว่า "ภูมิลำเนาของนิติบุคคลได้แก่ถิ่นอันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่หรือถิ่นอันเป็นที่ตั้งที่ทำการ..." และ ป.รัษฎากร มาตรา 8 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "หมายเรียก หนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากรหรือหนังสืออื่นซึ่งมีถึงบุคคลใดตามลักษณะนี้ ให้ส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือให้เจ้าพนักงานสรรพากรนำไปส่ง ณ ภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานของบุคคลนั้น... ถ้าไม่พบผู้รับ ณ ภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่หรือสำนักงานของผู้รับ จะส่งให้แก่บุคคลใดซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วและอยู่หรือทำงานในบ้านหรือสำนักงานที่ปรากฏว่าเป็นของผู้รับนั้นก็ได้" ตามหนังสือรับรองของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่ปี 2543 จนถึงปี 2553 จำเลยมิได้จดทะเบียนเลิกกิจการหรือเปลี่ยนแปลงที่ทำการ จึงถือว่าจำเลยยังคงมีภูมิลำเนาอยู่ที่เดิม เมื่อโจทก์ส่งหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แก่จำเลยโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับภายในประเทศไปยังภูมิลำเนาของจำเลยและมีผู้ลงลายมือชื่อรับไว้ในฐานะเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ซึ่งจำเลยนำสืบยอมรับว่ามีการจ้างเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำบริษัทจำเลยไว้ จึงต้องถือว่าจำเลยได้ทราบหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยชอบด้วยมาตรา 8 แล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ภาษีอากรค้าง เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มเป็นเงิน 3,257,038.52 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ภาษีอากรค้าง เบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวม 3,257,038.52 บาท และให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังเป็นยุติว่า จำเลยถูกเจ้าพนักงานประเมินประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2535 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2536 และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2536 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2537 กล่าวคือ ประการแรก ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2535 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2536 เป็นภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม 1,674,258 บาท ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 1001081/2/100118 ลงวันที่ 28 เมษายน 2543 ประการที่สอง ภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2535 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2536 สำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2535 เป็นภาษีพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่น 890,744 บาท สำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2536 เป็นภาษีพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่น 211,185 บาท และสำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2536 เป็นภาษีพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่น 138,105 บาท ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ ที่ 1001081/6/100085 ถึง 87 ลงวันที่ 28 เมษายน 2543 ประการที่สาม ภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2535 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2536 และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2536 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2537 เป็นภาษีและเงินเพิ่ม 100,591.94 บาท ตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ที่ 1001081/2/100119 ลงวันที่ 28 เมษายน 2543 ประการที่สี่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2535 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2536 และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2536 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2537 เป็นภาษีและเงินเพิ่ม 333,140.58 บาท ตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ที่ 1001081/1/100966 ลงวันที่ 28 เมษายน 2543 ต่อมาวันที่ 26 พฤษภาคม 2543 จำเลยอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เฉพาะสำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 68 บัญญัติว่า "ภูมิลำเนาของนิติบุคคลได้แก่ถิ่นอันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่หรือถิ่นอันเป็นที่ตั้งที่ทำการ..." และประมวลรัษฎากร มาตรา 8 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "หมายเรียก หนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากรหรือหนังสืออื่นซึ่งมีถึงบุคคลใดตามลักษณะนี้ ให้ส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือให้เจ้าพนักงานสรรพากรนำไปส่ง ณ ภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานของบุคคลนั้น ในระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตกหรือในเวลาทำการของบุคคลนั้น ถ้าไม่พบผู้รับ ณ ภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่หรือสำนักงานของผู้รับ จะส่งให้แก่บุคคลใดซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วและอยู่หรือทำงานในบ้านหรือสำนักงานที่ปรากฏว่าเป็นของผู้รับนั้นก็ได้" ซึ่งทางพิจารณาได้ความว่า ตามหนังสือรับรองของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่ปี 2543 จนถึงปี 2553 จำเลยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ เลขที่ 2 หมู่ที่ 7 ซอยเขียวดี ถนนบรมราชชนนี แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร มาโดยตลอด และไม่ปรากฏว่าจำเลยจดทะเบียนเลิกกิจการหรือเปลี่ยนแปลงที่ทำการ จึงถือว่าจำเลยยังคงมีภูมิลำเนาอยู่ที่เดิม เมื่อโจทก์ส่งหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/2/2546 ลงวันที่ 8 มกราคม 2546 ให้แก่จำเลย โดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับในประเทศระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับตามภูมิลำเนาของจำเลย และมีผู้ลงลายมือชื่อรับไว้ในฐานะเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2546 โดยจำเลยก็ให้การและนำสืบยอมรับว่า มีการจ้างเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำบริษัทจำเลยไว้ กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยได้ทราบหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยชอบตามประมวลรัษฎากร มาตรา 8 ในวันที่ 20 มิถุนายน 2546 แล้ว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2832/2559 กรมสรรพากร โจทก์ บริษัทไทยยูโรเปียน แลนด์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - กรมสรรพากร · จำเลย - บริษัทไทยยูโรเปียน แลนด์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประสิทธิ์ สนามชวด · ไสลเกษ วัฒนพันธุ์ · นิพันธ์ ช่วยสกุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลภาษีอากรกลาง - นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำภษ.44/2555
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา