⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 9949/2559

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9949/2559

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ถึงที่สุดแล้ว ย่อมผูกพันคู่ความ และไม่อาจเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ แม้จะอ้างว่าเพิ่งทราบเหตุที่ขอให้เพิกถอนภายหลังว่าตกเป็นโมฆะก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

คู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว นอกจากทนายความทั้งสองฝ่ายมาศาล ยังปรากฏว่าตัวความทั้งสองฝ่ายมาศาล และได้ลงชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว คำพิพากษานั้นย่อมผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง หากจำเลยเห็นว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็มีทางดำเนินคดีต่อไปเพียงประการเดียวคืออุทธรณ์ฎีกาให้ศาลสูงแก้ไข หากเข้ากรณีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคสอง ภายในกำหนดเวลา หนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาตามยอมนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 เมื่อจำเลยไม่อุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว คำพิพากษาตามยอมนั้นย่อมถึงที่สุด ไม่อาจที่จะเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ แม้จำเลยจะอ้างว่าเพิ่งทราบเหตุที่ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความภายหลังว่า คำพิพากษาตามยอมตกเป็นโมฆะเพราะขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนก็ไม่มีกฎหมายรับรองให้ทำได้ คดีนี้โจทก์ฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรสจำเลย เป็นคดีที่ไม่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือผลประโยชน์เกี่ยวข้อง โจทก์และจำเลยต่างแถลงร่วมกันต่อศาลชั้นต้นว่าไม่ต้องการผู้พิพากษาสมทบเป็นองค์คณะในการพิจารณาพิพากษา ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 10 ตุลาคม 2555 ดังนั้น ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งไม่น้อยกว่าสองคนย่อมเป็นองค์คณะพิจารณาและพิพากษาคดีนี้ได้ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 147 วรรคหนึ่ง หาใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.27 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.138 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.229 พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม.147

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2555 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้โจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่าขาดจากกันและแบ่งสินสมรสกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ต่อมาวันที่ 28 พฤศจิกายน 2556 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบอ้างว่า สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวขัดต่อกฎหมาย และผู้พิพากษานั่งพิจารณาไม่ครบองค์คณะตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาเกินกำหนดเวลาตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 จึงให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ยื่นขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบโดยอ้างว่า สัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่าขาดกันและแบ่งสินสมรสตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 10 ตุลาคม 2555 นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2555 คู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้วในวันดังกล่าว นอกจากทนายความทั้งสองฝ่ายจะมาศาล ยังปรากฏว่าตัวความทั้งสองฝ่ายมาศาลและได้ลงชื่อไว้ปรากฏอยู่ในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2555 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว คำพิพากษานั้นย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง หากจำเลยเห็นว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็มีทางดำเนินคดีต่อไปได้เพียงประการเดียวคืออุทธรณ์ฎีกาให้ศาลสูงแก้ไข หากเข้ากรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง ทั้งนี้ภายในกำหนดเวลาหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาตามยอมนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เมื่อจำเลยไม่อุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว คำพิพากษาตามยอมนั้นย่อมถึงที่สุด ไม่อาจที่จะเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้อีก แม้จำเลยจะอ้างว่าเพิ่งทราบเหตุที่ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นในภายหลัง โดยอ้างว่าคำพิพากษาตามยอม ตกเป็นโมฆะเพราะขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนก็ไม่มีกฎหมายรับรองให้ทำได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยประการต่อมาที่ว่า การพิจารณาคดีและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ชอบเพราะไม่มีผู้พิพากษาสมทบนั่งพิจารณาคดีให้ครบองค์คณะขัดต่อพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 นั้น เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ไม่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือผลประโยชน์เกี่ยวข้อง โจทก์และจำเลยต่างแถลงร่วมกันต่อศาลชั้นต้นว่าไม่ต้องการผู้พิพากษาสมทบเป็นองค์คณะในการพิจารณาพิพากษาตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 10 ตุลาคม 2555 ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งไม่น้อยกว่าสองคนย่อมเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 147 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน ฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำต้องวินิจฉัย อนึ่ง ศาลชั้นต้นมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นควรสั่งให้ถูกต้อง พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9949/2559 นางวัลลภาหรือละออง พรมมาส โจทก์ นายทินวุฒิหรือวิเชียร พรมมาส จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางวัลลภาหรือละออง พรมมาส · จำเลย - นายทินวุฒิหรือวิเชียร พรมมาส
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สู่บุญ วุฒิวงศ์ · พิศล พิรุณ · นวลน้อย ผลทวี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปราจีนบุรี - นายปริญญา สิตะโปสะ · ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายปลื้ม นวลนิ่ม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำยชพ.175/2557

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7980/2551ฎีกา 795/2543ฎีกา 280/2530ฎีกา 1721/2528ฎีกา 3996/2541ฎีกา 4637/2567ฎีกา 1415/2540ฎีกา 2057/2529ฎีกา 3219/2534ฎีกา 1572/2511ฎีกา 4549/2540ฎีกา 3589/2525ฎีกา 2345/2540ฎีกา 8108/2542ฎีกา 6868/2541ฎีกา 560/2529ฎีกา 1592/2521ฎีกา 3190/2530ฎีกา 4470/2543ฎีกา 4564/2543ฎีกา 2898/2538ฎีกา 1077/2532ฎีกา 958/2552ฎีกา 2169/2523
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา