⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 498/2560

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 498/2560

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ม.4, 7, 8 ฯลฯ · ป.อาญา ม.32, 53, 75 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
พนักงานสอบสวนในท้องที่ที่เกิดการกระทำความผิดต่อเนื่องหรือที่เกี่ยวข้อง มีอำนาจสอบสวนคดีนั้นได้

ย่อคำพิพากษา

ก่อนจับกุมจำเลยในคดีนี้ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ด พบการกระทำความผิดของ ม. และ บ. ก่อน จึงมีการขยายผลสืบสวนและมีการวางแผนให้ ม. และ บ. โทรศัพท์ไปสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนจากผู้ค้ายาเสพติดชาวลาว โดยมีการตกลงซื้อขายและนัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนกันที่สถานีขนส่งอำเภอเมืองร้อยเอ็ด แต่เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมนำกำลังไปดักซุ่มรอแล้วมีการนัดหมายเปลี่ยนสถานที่ส่งมอบเป็นสถานีขนส่งอำเภอโพนทอง เจ้าพนักงานตำรวจจึงติดตามไปจนกระทั่งสามารถติดตามจับกุมจำเลยพร้อมเมทแอมเฟตามีน 3,885 เม็ด ของกลาง ได้ที่สถานีขนส่งอำเภอโพนทอง กรณีจึงเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องเกี่ยวพันกันทั้งในท้องที่สถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นท้องที่ที่ บ. โทรศัพท์ติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนและสถานีตำรวจภูธรโพนทองซึ่งเป็นท้องที่ที่จับกุมจำเลยได้ เช่นนี้ พนักงานสอบสวนในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งที่เกี่ยวข้องจึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ได้ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ดจึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 (3) การสอบสวนย่อมเป็นไปโดยชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.19 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.120 ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 ประมวลกฎหมายอาญา ม.53 ประมวลกฎหมายอาญา ม.75 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.4 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.7 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.8 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.15 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.66 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.100 พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม.142 พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม.145

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.19 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.120 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.53 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ขังจำเลยไว้ระหว่างอุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุกว่าสิบห้าปีแต่ต่ำกว่าสิบแปดปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบมาตรา 53 (ที่ถูก มาตรา 18 วรรคหนึ่ง) คงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี 6 เดือน และปรับ 250,000 บาท อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1), 145 ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นส่งจำเลยไปฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 4 จังหวัดขอนแก่น มีกำหนดขั้นต่ำ 3 ปี ขั้นสูง 4 ปี นับแต่วันพิพากษา หากไม่ชำระค่าปรับให้จำเลยฝึกอบรมต่อ 6 เดือน โดยให้หักระยะเวลาที่จำเลยถูกควบคุมก่อนศาลมีคำพิพากษาด้วยริบของกลาง จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2558 ร้อยตำรวจเอกสมโภชน์ เจ้าพนักงานตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด สถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ดกับพวกร่วมกันจับกุมตัวนายมานิต และนายบัญญัติ ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จากการสืบสวนขยายผลการจับกุม นายมานิตและนายบัญญัติให้การว่าสามารถติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากเจ้าของเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นคนสัญชาติลาวและสามารถติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้ จำนวน 2 มัด หรือ 4,000 เม็ด โดยนัดหมายจะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนในวันที่ 18 มีนาคม 2558 ต่อมาเมื่อถึงวันนัด เวลาประมาณ 17 นาฬิกา จำเลยโทรศัพท์มาหานายบัญญัติบอกว่าจะนำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบให้ที่สถานีขนส่งอำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด ร้อยตำรวจเอกสมโภชน์กับพวกซึ่งเป็นชุดจับกุมไปดักซุ่มรอ แต่จำเลยไม่มาตามนัด สักครู่หนึ่งจำเลยโทรศัพท์มาบอกนายบัญญัติว่าให้ไปรับเมทแอมเฟตามีนที่สถานีขนส่งอำเภอโพนทอง ร้อยตำรวจเอกสมโภชน์กับพวกจึงเดินทางไปสถานีขนส่งอำเภอโพนทอง ไปถึงเวลาประมาณ 17.20 นาฬิกา จำเลยโทรศัพท์มาบอกนายบัญญัติว่าถึงแล้ว ยืนอยู่ด้านหลังสถานีขนส่งอำเภอโพนทองด้านทิศตะวันตก ร้อยตำรวจเอกสมโภชน์กับพวกจึงเข้าแสดงตนและขอตรวจค้นจำเลย พบเมทแอมเฟตามีน 2 มัด จำนวน 3,885 เม็ด ซุกซ่อนไว้ที่กระเป๋าสีชมพูของจำเลย และพบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง จำเลยรับว่าเดินทางมาส่งเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 มัด ดังกล่าว ร้อยตำรวจเอกสมโภชน์กับพวกจึงร่วมกันจับกุมจำเลยพร้อมเมทแอมเฟตามีน จำนวน 3,885 เม็ด และโทรศัพท์เคลื่อนที่ จำนวน 1 เครื่อง ของกลาง ส่งมอบให้ร้อยตำรวจโทชัยสิงห์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ดดำเนินการสอบสวน เมื่อร้อยตำรวจโทชัยสิงห์ดำเนินการสอบสวนเสร็จแล้ว จึงสรุปสำนวนการสอบสวนโดยมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาส่งให้โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาล คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยถูกจับกุมในอำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในคดีนี้จึงเป็นพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรโพนทอง การที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ดเป็นผู้สอบสวนรวมทั้งสรุปสำนวนการสอบสวน พร้อมทั้งเสนอความเห็นควรสั่งฟ้องจำเลยต่อพนักงานอัยการ เป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ก่อนจับกุมจำเลยในคดีนี้ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ด พบการกระทำความผิดของนายมานิตและนายบัญญัติก่อน จึงมีการขยายผลสืบสวนและมีการวางแผนให้นายมานิตและนายบัญญัติโทรศัพท์ไปสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนจากผู้ค้ายาเสพติดชาวลาว โดยมีการตกลงซื้อขายและนัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนกันที่สถานีขนส่งอำเภอเมืองร้อยเอ็ด แต่เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมนำกำลังไปดักซุ่มรอแล้วมีการนัดหมายเปลี่ยนสถานที่ส่งมอบเป็นสถานีขนส่งอำเภอโพนทอง เจ้าพนักงานตำรวจจึงติดตามไป จนกระทั่งสามารถติดตามจับกุมจำเลยพร้อมเมทแอมเฟตามีน 3,885 เม็ด ของกลาง ได้ที่สถานีขนส่งอำเภอโพนทอง กรณีจึงเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องเกี่ยวพันกันทั้งในท้องที่สถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นท้องที่ที่นายบัญญัติโทรศัพท์ติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนและสถานีตำรวจภูธรโพนทอง ซึ่งเป็นท้องที่ที่จับกุมจำเลยได้ เช่นนี้ พนักงานสอบสวนในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งที่เกี่ยวข้องจึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ได้ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ดจึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 (3) การสอบสวนย่อมเป็นไปโดยชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วฎีกาข้ออื่นของจำเลยจึงไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 498/2560 พนักงานอัยการคดีเยาวชน และครอบครัวจังหวัดร้อยเอ็ด โจทก์ นางสาวดาวอนหรือกิ๊ปหรือ จิ๊ป สีบุนเฮียงหรือสีบุนเฮือง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดร้อยเอ็ด · จำเลย - นางสาวดาวอนหรือกิ๊ปหรือจิ๊ป สีบุนเฮียงหรือสีบุนเฮือง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี · พิศล พิรุณ · นพพร โพธิรังสิยากร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดร้อยเอ็ด - นายเลอภพอักขรา พรชัย · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายพงศ์วริศ มีนพัฒนสันติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำยชอ.92/2559

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5813/2549ฎีกา 4825/2553ฎีกา 3889/2543ฎีกา 4325/2562ฎีกา 234/2562ฎีกา 4316/2560ฎีกา 977/2492ฎีกา 1152/2556ฎีกา 3146/2541ฎีกา 4/2508ฎีกา 1610/2539ฎีกา 2365/2563ฎีกา 3120/2559ฎีกา 13379/2555ฎีกา 2581/2548ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 1332-1335/2511ฎีกา 20504/2556ฎีกา 4022/2558ฎีกา 99/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 180/2554ฎีกา 712/2559
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา