⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7571/2560

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7571/2560

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลมีอำนาจสั่งกำหนดค่าทนายความให้คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีได้รับไปจากคู่ความฝ่ายที่แพ้คดี โดยถือเป็นค่าฤชาธรรมเนียมตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่นำมาใช้บังคับโดยอนุโลมในคดีอาญา

ย่อคำพิพากษา

ป.วิ.อ. มาตรา 258 บัญญัติว่า ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยค่าฤชาธรรมเนียมมาใช้บังคับโดยอนุโลม เมื่อตาม ป.วิ.พ. มาตรา 149 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ค่าทนายความเป็นค่าฤชาธรรมเนียม มิใช่เป็นค่าธรรมเนียม และตามมาตรา 167 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีหรือในคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความแล้วแต่กรณี คดีนี้ ผู้ร้องแต่งตั้งทนายความเป็นทนายผู้ร้องและได้ทำหน้าที่ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีส่วนแพ่งที่ผู้ร้องขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจกำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 1 ใช้แทนแก่ผู้ร้องได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.253 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.258 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.149 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.167

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบอาวุธมีดพร้าของกลาง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและข้อหาพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ส่วนข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ส่วนข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน ระหว่างพิจารณา นางวาส ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย ต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาจนประกอบกรณียกิจไม่ได้ตั้งแต่วันทำละเมิดเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 371 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับจำเลยที่ 1 ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ความผิดฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ทางพิจารณาจำเลยที่ 1 นำสืบว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อาวุธปืนลูกซองยิงจำเลยที่ 2 ในที่เกิดเหตุ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่เป็นของผู้อื่น ซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและความผิดฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกฐานละ 3 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 14 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จำคุก 1 ปี ความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท ทางพิจารณาจำเลยที่ 2 นำสืบว่าใช้อาวุธมีดพร้าฟันจำเลยที่ 1 จริง เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 เดือน ความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 50 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน และปรับ 50 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบอาวุธมีดพร้าของกลาง และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้อง 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่ผู้ร้องเสร็จสิ้น กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมเฉพาะในส่วนค่าทนายความแทนผู้ร้องเป็นเงิน 4,000 บาท ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกฟ้อง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 81 และมาตรา 288, 81 ประกอบมาตรา 60 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้และฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้โดยพลาดเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ จำคุก 5 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและความผิดฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำคุก 6 เดือน แล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 10 เดือน ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความแก่ผู้ร้อง 4,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร แล้วจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงจำเลยที่ 2 กระสุนปืนถูกจำเลยที่ 2 มีบาดแผลทางเข้าบริเวณอกขวา ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.7 เซนติเมตร ทำให้มีลมรั่วใต้ผิวหนัง กระสุนปืนลูกปรายฝังใต้ผิวหนังบริเวณอกขวา 1 ลูก และกระสุนปืนลูกปรายทางเข้าบริเวณต้นแขนซ้าย ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.9 เซนติเมตร กระสุนปืนลูกปรายฝังบริเวณต้นแขนซ้าย 1 ลูก ใช้เวลารักษาประมาณ 2 สัปดาห์ การบาดเจ็บดังกล่าวไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต และกระสุนถูกผู้เสียหายมีบาดแผลทางเข้าเม็ดลูกปรายของกระสุนปืนลูกซองบริเวณคอด้านซ้าย ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร กระสุนฝังใน ใช้เวลารักษา 14 วัน หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต ตามผลการชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ขณะเดียวกันจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธมีดพร้าฟันจำเลยที่ 1 มีบาดแผลฉีกขาดที่แขนขวา 8 เซนติเมตร ระยะเวลารักษาประมาณ 10 วัน ตามผลการชันสูตรบาดแผลของแพทย์ สำหรับจำเลยที่ 1 ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองไม่ได้รับใบอนุญาตและความผิดฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และจำเลยที่ 2 ความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพความผิดฐานดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแล้ว โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่อุทธรณ์ ความผิดดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนที่ผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ย ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ร้องและจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกาจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือจำเลยที่ 2 กระทำโดยบันดาลโทสะหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 พูดคุยกับจำเลยที่ 2 นางสุจินต์และผู้เสียหายแล้ว จำเลยที่ 2 และนางสุจินต์เข้าใจว่า จำเลยที่ 1 รู้เห็นและมีส่วนเกี่ยวข้องพาคนมาทำพิธีขอหวยที่ต้นตะเคียนของผู้เสียหาย จึงแสดงความไม่พอใจจำเลยที่ 1 และเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ไม่พอใจจำเลยที่ 2 เช่นกัน อันเป็นสาเหตุให้มีเรื่องทะเลาะโต้เถียงกันจนกระทั่งจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ใช้มีดพร้าเป็นอาวุธฟันแขนขวาจำเลยที่ 1 ตอบโต้กันทันที จึงเป็นการสมัครใจทะเลาะวิวาทแล้วต่อสู้ซึ่งกันและกัน ไม่ใช่เป็นภยันตราย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายที่จำเลยทั้งสองจะอ้างว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 และแม้จำเลยที่ 2 มีความไม่พอใจจำเลยที่ 1 ที่ตวาดนางสุจินต์ภริยาของตน แต่เมื่อจำเลยที่ 2 สมัครใจที่จะไปต่อสู้กับจำเลยที่ 1 เองก็ไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 2 ถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมที่จำเลยที่ 2 จะอ้างว่ากระทำไปเพราะเหตุบันดาลโทสะเช่นเดียวกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ปรับบทกฎหมายการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 81 และฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้โดยพลาด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 81, 60 ชอบหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ถือว่ามีเจตนาฆ่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 เพราะอาวุธปืนดังกล่าวเป็นอาวุธร้ายแรงตามสภาพนั้น เห็นว่า โจทก์มิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในปัญหาข้อนี้ จำเลยที่ 2 จะฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไม่ได้ เพราะไม่ได้อยู่ในฐานะเป็นโจทก์หรือโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้มาไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ซึ่งมีคำขอของผู้เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมิให้เรียกค่าธรรมเนียม จึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทนายความแก่ผู้ร้อง 4,000 บาท นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 258 บัญญัติว่า ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยค่าฤชาธรรมเนียมมาใช้บังคับโดยอนุโลม เมื่อตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ค่าทนายความเป็นค่าฤชาธรรมเนียม มิใช่เป็นค่าธรรมเนียม และตามมาตรา 167 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีหรือในคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความแล้วแต่กรณี ดังนั้น คดีนี้ผู้ร้องแต่งตั้งทนายความเป็นทนายผู้ร้องและได้ทำหน้าที่ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีส่วนแพ่งที่ผู้ร้องขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจกำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 1 ใช้แทนแก่ผู้ร้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกคำพิพากษาส่วนนี้ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะในส่วนที่ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความแก่ผู้ร้อง 4,000 บาท ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7571/2560 พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี โจทก์ นางวาส พราหมพูน ผู้ร้อง นายปิยะพันธ์หรือคิง เดชเกิด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี · ผู้ร้อง - นางวาส พราหมพูน · จำเลย - นายปิยะพันธ์หรือคิง เดชเกิด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มนูพงศ์ รุจิกัณหะ · จิรนิติ หะวานนท์ · พิศิฏฐ์ สุดลาภา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี - นายประภาส บุญโยม · ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายโชคชัย หว่างอุ่น
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.266/2560

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1656/2544ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 4225/2559ฎีกา 3814/2549ฎีกา 2813/2566ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7201/2568ฎีกา 8277/2551ฎีกา 2170/2517ฎีกา 11/2539ฎีกา 6505/2555ฎีกา 635/2485ฎีกา 6344/2551
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา