⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2893/2563

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2893/2563

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐตาม พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ.2551 ไม่ทำให้ผู้ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานนั้นเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

ย่อคำพิพากษา

ตาม พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ.2551 มาตรา 5 วรรคสอง บัญญัติความเป็นนิติบุคคลของมหาวิทยาลัยไว้ว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ ซึ่งไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน การทำหน้าที่ของจำเลยทั้งสี่ในฐานะคณะกรรมการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการ จึงหาใช่การปฏิบัติหน้าที่ซึ่งได้รับแต่งตั้งในหน่วยงานของรัฐที่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดินอันจะทำให้จำเลยทั้งสี่เป็นผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ราชการตามความหมายของ "เจ้าพนักงาน" ตามประมวลกฎหมายอาญา จึงไม่เป็นความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 157

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 157 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสี่ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ให้เป็นคณะกรรมการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการ ทำหน้าที่ประเมินผลงานวิชาการ จริยธรรม และจรรยาบรรณทางวิชาการของโจทก์ทั้งสองกรณีขอรับการพิจารณาเพื่อกำหนดตำแหน่งศาสตราจารย์ (เชี่ยวชาญพิเศษ) ตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินคุณสมบัติและผลงานวิชาการเพื่อขอกำหนดตำแหน่งศาสตราจารย์ (เชี่ยวชาญพิเศษ) พ.ศ.2552 ได้ใช้ดุลพินิจประเมินผลงานโจทก์ทั้งสองโดยมิชอบด้วยหน้าที่ ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อบังคับดังกล่าวและตามประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 พร้อมเอกสารแนบท้าย เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จึงเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า จำเลยทั้งสี่มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ ข้อนี้ พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ.2551 มาตรา 5 วรรคสอง บัญญัติฐานะความเป็นนิติบุคคลของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ไว้ว่า "มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ ซึ่งไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ และกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น" สำหรับผู้ที่มีฐานะเป็นข้าราชการอยู่ในขณะพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ.2530 ซึ่งเป็นกฎหมายเดิมใช้บังคับพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฉบับใหม่ ก็มีบทเฉพาะกาลกำหนดขั้นตอนและวิธีการสำหรับผู้ที่สมัครใจเปลี่ยนสถานภาพไปเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกันกับโจทก์ทั้งสองเอาไว้ ดังนั้น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จึงเป็นองค์กรมหาชนอิสระที่แยกออกจากระบบราชการ หาใช่เป็นส่วนราชการสังกัดกระทรวงหรือทบวงของรัฐตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินอีกต่อไป โดยมหาวิทยาลัยจะมีคณะกรรมการบริหารงานบุคคลทำหน้าที่เสนอแนะสภามหาวิทยาลัยเพื่อกำหนดอัตราเงินเดือนและค่าจ้างของพนักงานมหาวิทยาลัยเอง โดยอาศัยรายได้ส่วนหนึ่งจากเงินงบประมาณในลักษณะของเงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปี มิใช่เงินงบประมาณในหมวดเงินเดือน ขณะที่รายได้ของมหาวิทยาลัยก็ไม่ถือเป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณอีกด้วย ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ.2551 มาตรา 16, 30 และเมื่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (16) กำหนดบทนิยามของ "เจ้าพนักงาน" ไว้ว่าหมายความถึงบุคคลซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าเป็นเจ้าพนักงาน หรือได้รับแต่งตั้งตามกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ ไม่ว่าเป็นประจำหรือครั้งคราว และไม่ว่าจะได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ ดังนี้ เมื่อพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ.2551 มิได้กำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ขณะที่การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยทั้งสี่ซึ่งได้รับมอบหมายจากสภามหาวิทยาลัยในการพิจารณาประเมินผลงานของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ก็เป็นอำนาจหน้าที่ซึ่งมีกฎหมายบัญญัติรับรองไว้โดยเฉพาะตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ.2551 มาตรา 25 (10) อันเป็นเรื่องของการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยซึ่งมีความเป็นอิสระแยกต่างหากจากระบบราชการเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศในทางวิชาการดังที่ระบุไว้ในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวถึงเหตุผลในการประกาศใช้กฎหมายว่า "...ส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยของรัฐพัฒนาไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการแต่อยู่ในกำกับของรัฐ เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการที่เป็นอิสระ และมีความคล่องตัวสามารถจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาได้อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น" การทำหน้าที่ของจำเลยทั้งสี่ในฐานะคณะกรรมการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการ จึงหาใช่การปฏิบัติหน้าที่ซึ่งได้รับแต่งตั้งในหน่วยงานของรัฐที่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดินอันจะทำให้จำเลยทั้งสี่เป็นผู้ซึ่ง "ปฏิบัติหน้าที่ราชการ" ที่จะเข้าอยู่ในความหมายของ "เจ้าพนักงาน" ตามประมวลกฎหมายอาญาตามบทนิยามดังกล่าว จำเลยทั้งสี่จึงไม่อาจกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ดังที่โจทก์ทั้งสองฟ้องกล่าวหาได้ ขณะที่กรรมการในสภามหาวิทยาลัยก็ไม่มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาเช่นเดียวกัน การรายงานผลการประเมินโจทก์ทั้งสองของจำเลยทั้งสี่ต่อสภามหาวิทยาลัยตามฟ้องก็ย่อมไม่เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ด้วยเช่นกัน กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสองต่อไปอีก เพราะไม่มีเหตุจะเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2893/2563 นายหรือศาสตราจารย์เกียรติคุณ จ. กับพวก โจทก์ นายหรือศาสตราจารย์ อ. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายหรือศาสตราจารย์เกียรติคุณ จ. กับพวก · จำเลย - นายหรือศาสตราจารย์ อ. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์ · พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง · ทองธาร เหลืองเรืองรอง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นางปัทมาพร นาคเรืองศรี · ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นางสาวมยุรี จามิกรานนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.718/2562
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา