⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4602/2564

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4602/2564

ป.อาญา ม.33, 78, 83 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์, ฐานร่วมกันกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์, ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น และความผิดฐานรับคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายให้ที่พักอาศัยโดยซ่อนเร้นให้พ้นจากการจับกุม เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน แม้กระทำในคราวเดียวกันก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

ความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ และฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นในคดีนี้ เป็นความผิดคนละประเภทกับความผิดฐานรับคนต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายให้เข้าพักอาศัยโดยซ่อนเร้นให้พ้นจากการจับกุมตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 และยังเป็นความผิดสำเร็จในตัวต่างกรรมกันโดยอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกันได้ นอกจากนี้ยังเป็นความผิดต่อกฎหมายคนละฉบับซึ่งมีองค์ประกอบแห่งความผิดแตกต่างกันด้วย ทั้งเจตนาในการกระทำความผิดก่อให้เกิดผลที่แตกต่างกัน สามารถแยกเจตนาในการกระทำความผิดออกจากกันได้ แม้กระทำความผิดในคราวเดียวกัน ก็เป็นคนละกรรมกัน กรณีมิใช่โจทก์นำการกระทำกรรมเดียวกันมาแยกฟ้องเป็น 2 คดี เมื่อโจทก์ฟ้องและศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 คดีย่อมเสร็จเด็ดขาดไปเฉพาะกระทงความผิดดังกล่าวเท่านั้น ส่วนกระทงความผิดอื่นในคดีนี้ยังไม่ได้มีการวินิจฉัยในเนื้อหาความผิด จะถือว่ามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้วหาได้ไม่ โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.4 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.310 พระราชบัญญัติ คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม.64 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม.64 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม.4 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม.6 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม.9 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม.10 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม.11 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม.52 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 ม.35 พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 ม.8

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.4 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 9, 10, 11, 52 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 310 และริบของกลาง จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยชดใช้ให้ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นเงินคนละ 144,000 บาท และผู้เสียหายที่ 4 เป็นเงิน 135,000 บาท จำเลยทั้งสี่ให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 (ที่ถูก มาตรา 310 วรรคแรก (เดิม)) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (1) (2) (เดิม) (ที่ถูก มาตรา 6 (2) (เดิม)), 9 วรรคสอง, 10 วรรคหนึ่ง, 52 วรรคสอง และวรรคสาม (เดิม) (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยกระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 12 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่ผู้เสียหายทั้งสี่คนละ 20,000 บาท คำขอส่วนแพ่งอื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ของกลางพร้อมซิมการ์ดของจำเลยที่ 1 และคืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ของกลางพร้อมซิมการ์ดแก่จำเลยที่ 2 โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2) (เดิม), 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 10 วรรคหนึ่ง, 52 วรรคสอง และวรรคสาม (เดิม) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก (เดิม) (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 9 วรรคหนึ่งด้วย การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี และฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี 3 กระทง ฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี 1 กระทง ซึ่งความผิดทั้งสองฐานนี้กับความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังหรือการทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี (ที่ถูก และฐานช่วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยได้กระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 52 วรรคสาม ประกอบมาตรา 9 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 12 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 10 ปี 8 เดือน กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายทั้งสี่คนละ 40,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 3 ข้อแรกมีว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1032/2560 ของศาลชั้นต้นที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานรับคนต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายให้เข้าพักอาศัยโดยซ่อนเร้นให้พ้นจากการจับกุมที่กระทำในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2559 แล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์คดีนี้ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 ( 4) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี ฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยกระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี ฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยกระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี และฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 9, 10, 11, 52 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 กับความผิดฐานรับคนต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายให้เข้าพักอาศัยโดยซ่อนเร้นให้พ้นจากการจับกุมตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 เป็นความผิดคนละประเภทกัน และยังเป็นความผิดสำเร็จในตัวต่างกรรมกันโดยอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกันได้ นอกจากนี้ยังเป็นความผิดต่อกฎหมายคนละฉบับซึ่งมีองค์ประกอบแห่งความผิดแตกต่างกันด้วย ทั้งเจตนาในการกระทำความผิดดังกล่าวก่อให้เกิดผลที่แตกต่างกัน สามารถแยกเจตนาในการกระทำความผิดออกจากกันได้ ดังนี้ แม้จำเลยที่ 3 กระทำความผิดในคราวเดียวกันก็ตาม ก็เป็นคนละกรรมกัน ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 3 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 กรณีมิใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวกันแล้วโจทก์นำการกระทำเดียวกันนั้นมาแยกฟ้องเป็น 2 คดี เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 และศาลพิพากษาลงโทษตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1032/2560 ของศาลชั้นต้น ไปแล้ว คดีย่อมเสร็จเด็ดขาดไปเฉพาะกระทงความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 เท่านั้น ส่วนกระทงความผิดฐานอื่นตามคดีนี้ยังหาได้มีการวินิจฉัยในเนื้อหาความผิดแต่อย่างใด จะถือว่ามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดฐานดังกล่าวไปแล้วหาได้ไม่ โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีนี้ได้อีก ไม่เป็นฟ้องซ้ำ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ฎีกาจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 3 ข้อต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานค้ามนุษย์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 มาตรา 8 วรรคหนึ่งหรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบนั้น เห็นว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ได้บรรยายแล้วว่า จำเลยที่ 3 กระทำไปเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 6 (เดิม) และมาตรา 9 (เดิม) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะจำเลยที่ 3 กระทำความผิด ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานค้ามนุษย์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 มาตรา 8 วรรคหนึ่งแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อแรกมีว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 เป็นภริยาจำเลยที่ 1 และพักอาศัยอยู่บริเวณชั้นสองภายในบ้านเดียวกับจำเลยที่ 1 ที่ผู้เสียหายทั้งสี่ถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังภายในห้องชั้นล่างของบ้าน ทั้งจำเลยที่ 2 ได้นำอาหารมาให้ผู้เสียหายทั้งสี่รับประทานบางครั้งอีกด้วย ซึ่งผิดปกติวิสัยของการดูแลแขกที่มาพักอาศัยในบ้านของตน แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 กับพวกโดยคบคิดกันเป็นขบวนการในการรับผู้เสียหายทั้งสี่มาเป็นทอดๆ เพื่อส่งตัวไปบังคับใช้แรงงานที่ประเทศมาเลเซียนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 9, 10, 11, 52 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 อันเป็นคดีค้ามนุษย์ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 เมื่อพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับหน้าที่นำสืบในการกระทำความผิดไว้เป็นการเฉพาะและคดีนี้เป็นคดีอาญา โจทก์จึงมีหน้าที่นำพยานมาไต่สวนให้รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องจริง แต่ทางไต่สวนของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นกับการกักขังผู้เสียหายทั้งสี่ที่บ้านของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่อย่างใด โดยพวกของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคนขับรถจักรยานยนต์พ่วงข้างเป็นผู้นำผู้เสียหายทั้งสี่ไปกักขังไว้ในห้องที่บ้านหลังดังกล่าว ทั้งทางไต่สวนได้ความว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้พาผู้เสียหายทั้งสี่ขึ้นรถตู้โดยสารเดินทางไปอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อส่งมอบให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่รอรับผู้เสียหายทั้งสี่ จำเลยที่ 1 ติดต่อกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ทางโทรศัพท์เคลื่อนที่กับแอปพลิเคชันไลน์ และจำเลยที่ 3 โอนเงิน 2,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายที่นำผู้เสียหายทั้งสี่ขึ้นรถตู้โดยสารจากจังหวัดนครศรีธรรมราชไปอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา บ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวที่ติดต่อกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน ดังนี้ ลำพังข้อเท็จจริงทางไต่สวนได้ความว่าจำเลยที่ 2 เป็นภริยาจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่บ้านเดียวกับจำเลยที่ 1 และเคยจัดอาหารให้แก่ผู้เสียหายทั้งสี่รับประทานเพียงครั้งเดียว จะสันนิษฐานว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และพวก โดยคบคิดกันเป็นขบวนการย่อมเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 2 ทั้งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความว่า จำเลยที่ 2 เข้าใจว่าผู้เสียหายทั้งสี่เป็นญาติของญาติจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้อาหารแก่บุคคลดังกล่าวรับประทานเพราะสงสาร เช่นนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โดยยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย เมื่อจำเลยที่ 2 .ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2559 มาตรา 35 ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 3 ข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 สมคบคิดกับจำเลยและบุคคลอื่น จำเลยที่ 3 เป็นเครื่องมือให้จำเลยที่ 4 เท่านั้น เห็นว่า การกระทำใดที่จะเป็นความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตามที่ได้สมคบกันตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2) (เดิม) และมาตรา 9 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง นั้น ต้องได้ความว่าผู้นั้นมีส่วนรู้เห็น ร่วมวางแผน ตัดสินใจร่วมกัน หรือแบ่งหน้าที่กันทำ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ หรือการเอาคนลงเป็นทาส หรือการอื่นใดที่คล้ายคลึงกันอันเป็นการขูดรีดบุคคล ไม่ว่าบุคคลนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตามความหมายที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 (เดิม) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยกระทำการเป็นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จำหน่าย พามาจากหรือส่งไปยังที่ใด หน่วงเหนี่ยวกักขัง จัดให้อยู่อาศัย หรือรับไว้ซึ่งเด็ก เมื่อทางไต่สวนข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 3 ติดต่อกับจำเลยที่ 1 ทางโทรศัพท์และแอปพลิเคชันไลน์ จำเลยที่ 3 โอนเงินจำนวน 2,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายที่นำผู้เสียหายทั้งสี่ขึ้นรถตู้โดยสารจากจังหวัดนครศรีธรรมราชไปอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้มารับผู้เสียหายทั้งสี่จากรถตู้โดยสารนำไปกักขังไว้ในบ้านของจำเลยที่ 3 ดังนี้ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนร่วมรู้เห็น ร่วมวางแผน และแบ่งหน้าที่กันทำ โดยเป็นธุระจัดหา พามาจาก และหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายทั้งสี่โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการบังคับใช้แรงงานส่งไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย อันเป็นการกระทำความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตามที่ได้สมคบกันตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อต่อไปมีว่า ค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหายทั้งสี่มีเพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่า พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นขบวนการ โดยผู้เสียหายทั้งสี่ถูกบังคับ กักขัง หน่วงเหนี่ยว ทำร้ายร่างกาย และส่งตัวเป็นทอด ๆ เป็นระยะเวลาหลายวัน เมื่อผู้เสียหายทั้งสี่ยังเป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ค่าสินไหมทดแทนที่ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ประชุมพิจารณากำหนดให้แก่ผู้เสียหายทั้งสี่จึงเหมาะสมแล้วนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จะกักขังผู้เสียหายทั้งสี่ไว้ในระยะเวลาอันสั้นก็ตาม แต่ทางไต่สวนข้อเท็จจริงได้ความว่า พวกของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 กับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 พาผู้เสียหายทั้งสี่เดินทางจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมามายังอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 จนกระทั่งวันที่ 25 พฤศจิกายน 2559 พันตำรวจตรี พ. กับพวกจึงช่วยเหลือผู้เสียหายทั้งสี่ได้ และระหว่างเดินทางพวกของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ได้ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายทั้งสี่ ทั้งบิดามารดาผู้เสียหายทั้งสี่ได้ส่งเงินให้พวกของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นเงิน 2,500,000 จ๊าด เช่นนี้ ความเสียหายที่ผู้เสียหายทั้งสี่ได้รับจึงไม่ได้มีเพียงเฉพาะเสรีภาพในร่างกายจากการที่ผู้เสียหายทั้งสี่ถูกกักขังที่บ้านจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเท่านั้น แต่ยังมีความเสียหายอันเกิดจากการพาผู้เสียหายทั้งสี่เดินทางมายัง จังหวัดสงขลา ความเสียหายเป็นตัวเงิน ความเสียหายจากการทำร้ายร่างกาย และความเสียหายทางด้านจิตใจ ดังนี้ การที่ที่ประชุมพิจารณาค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ กำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นค่าความเสียหายด้านร่างกาย ค่าถูกเรียกค่าไถ่ ค่าชดเชยตามจำนวนวันที่ถูกล่อลวง และค่าเสียหายด้านจิตใจ เป็นเงินคนละ 144,000 บาท กับกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายที่ 4 เป็นค่าความเสียหายด้านร่างกาย ค่าถูกเรียกค่าไถ่ และค่าเสียหายด้านจิตใจ เป็นเงิน 135,000 บาท นับว่าเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายทั้งสี่ตามจำนวนเงินดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายทั้งสี่คนละ 40,000 บาท นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นเงินคนละ 144,000 บาท และผู้เสียหายที่ 4 เป็นเงิน 135,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4602/2564 พนักงานอัยการจังหวัด โจทก์ นาย ท. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัด · จำเลย - นาย ท. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เทพ อิงคสิทธิ์ · พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ · จาตุรงค์ สรนุวัตร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสงขลา - นายวุฒิชัย เอียดเหลือ · ศาลอุทธรณ์ - นางสาวปชาบดี คำปาน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำคม.27/2564

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 9114/2552ฎีกา 4180/2548ฎีกา 19406/2555ฎีกา 861/2521ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 20/2491ฎีกา 6355/2544ฎีกา 605/2511ฎีกา 1220/2510ฎีกา 647/2563ฎีกา 1666/2521ฎีกา 1294/2509ฎีกา 8297/2540ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 2292/2540ฎีกา 5806/2534ฎีกา 514/2486ฎีกา 1857/2492ฎีกา 34/2521ฎีกา 16561/2557
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา