⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2311/2565

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2311/2565

ป.อาญา ม.83 · พ.ร.บ.ป่าไม้ ม.54 · ป.วิ.อาญา ม.158

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ให้พิจารณาจากข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องว่าเพียงพอให้จำเลยเข้าใจข้อหาและต่อสู้คดีได้หรือไม่ ส่วนข้อเท็จจริงอื่นและพยานหลักฐานเป็นเรื่องที่ต้องสืบในชั้นพิจารณา

ย่อคำพิพากษา

ฟ้องใดจะเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมหรือไม่ต้องพิจารณาจากฟ้องที่โจทก์ยื่นต่อศาล คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องเป็นใจความสำคัญว่า เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 เวลากลางวัน จำเลยกับ ช. จำเลยที่ 1 และ ส. จำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1990/2562 ของศาลชั้นต้น ซึ่งให้การรับสารภาพและศาลพิพากษาลงโทษแล้ว ร่วมกันบุกรุกเข้าไปก่นสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ บริเวณป่าบ้านผักกาด โดยการใช้รถไถ 1 คัน ทำการโค่นล้มทำลายต้นไม้ขนาดต่าง ๆ และต้นไม้อื่น ๆ ปรับไถพื้นที่ป่าและทำการแผ้วถางต้นไม้ออก เพื่อปรับพื้นที่ซึ่งเป็นป่าในบริเวณดังกล่าว เป็นเนื้อที่ 2 ไร่ 54 ตารางวา คิดเป็นค่าเสียหายของรัฐ 145,722.73 บาท อันเป็นการร่วมกันทำลายป่าและร่วมกันเข้าไปยึดถือครองครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ฟ้องโจทก์ได้ระบุชัดแล้วว่าจำเลยกับ ช. จำเลยที่ 1 และ ส. จำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1990/2562 ของศาลชั้นต้น ซึ่งให้การรับสารภาพและศาลพิพากษาลงโทษแล้ว ร่วมกันเข้าไปก่นสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ บริเวณป่าบ้านผักกาดซึ่งเพียงพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ส่วนข้อเท็จจริงอื่นและพยานหลักฐานเป็นเรื่องที่โจทก์สามารถทำสืบได้ในชั้นพิจารณาไม่จำต้องกล่าวมาในฟ้อง การบรรยายฟ้องของโจทก์จึงสมบูรณ์ ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ไม่ใช่เป็นฟ้องที่เคลือบคลุมตามที่จำเลยอ้างในฎีกา

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ม.54

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 54, 55, 72 ตรี, 74 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 กับสั่งให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกไปจากเขตป่าที่เกิดเหตุ นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1590/2562 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 6 เดือน คำให้การชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 เดือน นับโทษคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1590/2562 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกไปจากเขตป่าที่เกิดเหตุ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีจึงมีปัญหามาสู่ศาลฎีกาแต่เฉพาะข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า ฟ้องใดจะเป็นฟ้องที่เคลือบคลุมหรือไม่ต้องพิจารณาจากคำฟ้องที่โจทก์ยื่นต่อศาล คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องเป็นใจความสำคัญว่า เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 เวลากลางวัน จำเลยกับนายเชาวลิต จำเลยที่ 1 และนายสมเกียรติ จำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1990/2562 ของศาลชั้นต้น ซึ่งให้การรับสารภาพและศาลพิพากษาลงโทษแล้ว ร่วมกันบุกรุกเข้าไปก่นสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ บริเวณป่าบ้านผักกาด หมู่ที่ 3 โดยการใช้รถไถ 1 คัน ทำการโค่นล้มทำลายต้นไม้ขนาดต่าง ๆ และต้นไม้อื่น ๆ ปรับไถพื้นป่าและทำการแผ้วถางต้นไม้ออก เพื่อปรับพื้นที่ซึ่งเป็นป่าในบริเวณป่าดังกล่าว เป็นเนื้อที่ 2 ไร่ 54 ตารางวา คิดเป็นค่าเสียหายของรัฐ 145,722.73 บาท อันเป็นการร่วมกันทำลายป่าและร่วมกันเข้าไปยึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้ระบุชัดแล้วว่า จำเลยกับนายเชาวลิต จำเลยที่ 1 และนายสมเกียรติ จำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1990/2562 ของศาลชั้นต้น ซึ่งให้การรับสารภาพและศาลพิพากษาลงโทษแล้ว ร่วมกันบุกรุกเข้าไปก่นสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ บริเวณป่าบ้านผักกาด ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ส่วนข้อเท็จจริงอื่นและพยานหลักฐานเป็นเรื่องที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาไม่จำต้องกล่าวมาในฟ้อง การบรรยายฟ้องของโจทก์จึงสมบูรณ์ ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ไม่ใช่เป็นฟ้องที่เคลือบคลุมตามที่จำเลยอ้างในฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2311/2565 พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี โจทก์ นาย พ. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี · จำเลย - นาย พ.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อรุณ เรืองเพชร · ชัยเจริญ ดุษฎีพร · เผด็จ ชมพานิชย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดจันทบุรี - นายโอภาส คุรุปราการกิจ · ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายประหยัด ศรศักดา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำสว.(อ)144/2564

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 959/2531ฎีกา 4/2508ฎีกา 1837/2531ฎีกา 1392/2564ฎีกา 2581/2548ฎีกา 6435/2555ฎีกา 21848/2555ฎีกา 99/2541ฎีกา 9114/2552ฎีกา 3345/2535ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 6355/2544ฎีกา 605/2511ฎีกา 1220/2510ฎีกา 647/2563ฎีกา 1294/2509ฎีกา 884/2484ฎีกา 2292/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา