⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4675/2565

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4675/2565

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องในคดีแพ่งโดยฟังว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดในมูลหนี้ โจทก์และจำเลยย่อมไม่ได้เป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ต่อกัน คดีอาญาฐานโกงเจ้าหนี้จึงไม่มีมูลความผิดไปด้วยในตัว.

ย่อคำพิพากษา

อุทธรณ์ข้อหนึ่งของโจทก์ร่วมโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า โจทก์ร่วมยังเป็นเจ้าหนี้จำเลยตามข้อตกลงระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลย เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ แต่ที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลชั้นต้นหยิบยกคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพ่งมาวินิจฉัยในคดีอาญาเป็นการขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 46 ไม่อาจนำมาผูกพันคู่ความในคดีอาญาได้ ซึ่งเป็นการไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวย่อมเป็นการไม่ชอบ เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยอีก เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ อันมีองค์ประกอบความผิดเบื้องต้นเป็นประการสำคัญว่า ต้องมีหนี้ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ก่อน เมื่อศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องในคดีแพ่งโดยฟังว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดในมูลหนี้ที่โจทก์ร่วมฟ้องแพ่ง โจทก์ร่วมและจำเลยย่อมไม่ได้เป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ต่อกัน คดีอาญาฐานโกงเจ้าหนี้จึงไม่มีมูลความผิดไปด้วยในตัว มิใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นหยิบยกคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพ่งมาวินิจฉัยในคดีอาญาอันเป็นการขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 46

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46 ประมวลกฎหมายอาญา ม.350

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ระหว่างพิจารณา นายสมศักดิ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำรับสารภาพของจำเลยและตามที่คู่ความแถลงรับกันต่อศาลชั้นต้นว่า เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2559 โจทก์ร่วมเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระค่าซื้อพ่อพันธุ์โคฮินดูบราซิลจำนวน 1,000,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2561 จำเลยขายที่ดินโฉนดเลขที่ 8076 ให้แก่นางบุญเย็น ในราคา 2,800,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 648/2561 ให้จำเลยชำระเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ต่อมาศาลฎีกาพิพากษากลับให้ยกฟ้องตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2707/2563 แนบท้ายคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 5 มีนาคม 2564 คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า คดีแพ่งระหว่างโจทก์ (โจทก์ร่วม) กับจำเลยซึ่งเป็นมูลเหตุให้โจทก์ร่วมร้องทุกข์และโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาเรื่องนี้ถึงที่สุดแล้วโดยศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ยกฟ้อง จึงมีผลให้โจทก์ร่วมกับจำเลยไม่มีมูลหนี้ต่อกันเท่ากับโจทก์ร่วมและจำเลยไม่เป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้กัน จำเลยจึงไม่อาจกระทำความผิดตามฟ้องได้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมโดยไม่รับวินิจฉัยเพราะเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามนั้น เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ร่วมฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ เป็นการไม่ชอบ เพราะอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โดยโจทก์ร่วมโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ศาลชั้นต้นหยิบยกคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพ่งมาวินิจฉัยในคดีอาญา เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 จึงไม่อาจนำมาผูกพันกับคู่ความในคดีอาญาได้ นั้น เห็นว่า อุทธรณ์ข้อหนึ่งของโจทก์ร่วมโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า โจทก์ร่วมยังเป็นเจ้าหนี้จำเลยตามข้อตกลงระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลย จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในข้อนี้นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่ที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายที่ว่า ศาลชั้นต้นหยิบยกคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพ่งมาวินิจฉัยในคดีอาญา เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ไม่อาจนำมาผูกพันคู่ความในคดีอาญาได้ โดยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ซึ่งไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ย่อมเป็นการไม่ชอบ เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยอีก เห็นว่า ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 นั้น องค์ประกอบความผิดในเบื้องต้นต้องมีหนี้ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ก่อน เมื่อต่อมาปรากฏว่าศาลฎีกาในคดีแพ่งยกฟ้องโจทก์ในคดีที่โจทก์ร่วมเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดในมูลหนี้ค่าซื้อพ่อพันธุ์โคฮินดูบราซิล คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพ่งดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันโจทก์ร่วมกับจำเลยในคดีนี้ ซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง จึงต้องฟังข้อเท็จจริงในคดีนี้ว่า โจทก์ร่วมมิได้เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้แม้จำเลยขายที่ดินให้แก่นางบุญเย็นภายหลังโจทก์ร่วมยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่ง การกระทำของจำเลยย่อมไม่ใช่เป็นการกระทำเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนได้รับชำระหนี้ อันจะเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ได้ และในกรณีเช่นว่านี้จะนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ที่บัญญัติว่า "ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" มาใช้บังคับหาได้ไม่ เพราะบทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติในการพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา อันเป็นความรับผิดในทางแพ่งที่มีมูลมาจากการกระทำผิดในทางอาญาหรือความรับผิดในทางแพ่งของบุคคลใดที่ต้องอาศัยหรือเกิดจากการกระทำความผิดในทางอาญาของบุคคลนั้นที่ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญามาพิพากษาคดีส่วนแพ่ง แต่คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้อันมีองค์ประกอบความผิดเบื้องต้นเป็นประการสำคัญว่าต้องมีหนี้ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ก่อน เมื่อศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องในคดีแพ่งโดยฟังว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดในมูลหนี้ที่โจทก์ร่วมฟ้องในคดีแพ่ง โจทก์ร่วมและจำเลยย่อมไม่ได้เป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ต่อกัน คดีอาญาฐานโกงเจ้าหนี้จึงไม่มีมูลความผิดไปด้วยในตัว จึงมิใช่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นหยิบยกคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพ่งมาวินิจฉัยในคดีอาญา อันเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ดังที่โจทก์ร่วมฎีกา คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์ร่วมอ้างถึงในฎีกาของโจทก์ร่วมนั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4675/2565 พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์ โจทก์ นาย ส. โจทก์ร่วม นางสาว พ. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์ · โจทก์ร่วม - นาย ส. · จำเลย - นางสาว พ.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย · นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล · พัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ - นายมงคล พิมพ์ทรัพย์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายไพบูลย์ ชูเกียรติศิริ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.1324/2565

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4715/2542ฎีกา 1917/2559ฎีกา 481/2526ฎีกา 6405/2550ฎีกา 4273-4274/2534ฎีกา 1308/2533ฎีกา 1000/2505ฎีกา 1482/2538ฎีกา 4225/2559ฎีกา 1500/2542ฎีกา 1982/2519ฎีกา 5393/2540ฎีกา 1913/2534ฎีกา 3119/2558ฎีกา 11216/2555ฎีกา 4282/2536ฎีกา 1948/2520ฎีกา 533/2521ฎีกา 451/2531ฎีกา 276/2520ฎีกา 7339/2540ฎีกา 1468/2521ฎีกา 17791/2556ฎีกา 6354/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา