⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4741/2565

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4741/2565

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาซื้อขายที่ดินที่มีข้อกำหนดห้ามโอนภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด หากคู่สัญญาทราบถึงข้อห้ามและตกลงจะโอนกรรมสิทธิ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาห้ามโอนแล้ว สัญญานั้นถือเป็นเพียงสัญญาจะซื้อขายที่มีผลผูกพันกันในลักษณะบุคคลสิทธิเท่านั้น.

ย่อคำพิพากษา

แม้ที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนภายในสิบปี ตามมาตรา 58 ทวิ แห่ง ป.ที่ดิน นับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2553 และโจทก์จำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2556 ภายในเวลาสิบปีตามข้อกำหนดห้ามโอนก็ตาม แต่โจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาต่างรู้ว่าที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนและตกลงกันว่าจะโอนให้แก่กัน ณ สำนักงานที่ดินมะขาม ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2563 อันเป็นเวลาภายหลังพ้นข้อกำหนดห้ามโอนในวันที่ 30 สิงหาคม 2563 แล้วเช่นนี้ สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทย่อมเป็นเพียงสัญญาจะซื้อขาย มิใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด การที่จำเลยครอบครองดูแลทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2551 ก่อนที่โจทก์จะขายให้แก่จำเลย ถือได้ว่าจำเลยยึดถือที่ดินพิพาทนั้นไว้ในฐานะเป็นผู้แทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้ครอบครอง มิใช่เป็นการครอบครองเพื่อตนเอง ตราบใดที่จำเลยมิได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังโจทก์ซึ่งเป็นผู้ครอบครอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 การครอบครองที่ดินของจำเลยจึงเป็นการยึดถือแทนโจทก์เท่านั้น มิใช่เป็นการถือสิทธิครอบครองเด็ดขาดเป็นของตนในฐานะเจ้าของไม่ จึงฟังไม่ได้ว่า โจทก์จำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเสร็จเด็ดขาดในระหว่างที่มีข้อกำหนดห้ามโอนตามกฎหมายอันเป็นการฝ่าฝืน ป.ที่ดิน มาตรา 58 ทวิ และมีผลให้สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ไม่ สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจึงมีผลสมบูรณ์และบังคับกันได้ในลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อขายอันเป็นบุคคลสิทธิ และเป็นเรื่องที่จำเลยชอบที่จะว่ากล่าวเอาความแก่โจทก์ต่อไปตามบทบัญญัติว่าด้วยผลแห่งหนี้และสัญญา และเมื่อการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยเป็นการครอบครองแทนโจทก์เช่นนี้ จำเลยย่อมไม่อาจอ้างอายุความการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ขึ้นยันแก่โจทก์ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.150 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.456 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1381 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1382

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 10921 และสวนทุเรียนของโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายปีละ 500,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและสวนทุเรียนของโจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และขอให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนที่ดินให้แก่จำเลย หากโจทก์ไม่กระทำให้จำเลยถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 10921 และสวนทุเรียนของโจทก์ ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์ปีละ 200,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินและสวนทุเรียนของโจทก์ ยกฟ้องแย้ง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยตามฟ้องแย้งให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาทและสวนทุเรียนของโจทก์ หรือจนกว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจะโอนไปจากโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยกับโจทก์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน เดิมที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 10921 เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่จำเลยมีสิทธิครอบครองโดยไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน ต่อมาจำเลยแบ่งขายที่ดินของจำเลยดังกล่าวเฉพาะส่วนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่จำเลยยังคงครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ตลอดมาตั้งแต่ปี 2551 เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2553 ทางราชการได้ออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทให้โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์โดยมีข้อความระบุในสารบัญจดทะเบียนหลังโฉนดที่ดินว่า ห้ามโอนภายในสิบปีตามมาตรา 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน นับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2553 หลังจากนั้นโจทก์กับจำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทโดยมีข้อความระบุวันทำสัญญาซื้อขายว่า วันที่ 2 ธันวาคม 2556 ผู้ขาย (โจทก์) จะส่งมอบที่ดินที่ซื้อขายตามสัญญาให้แก่ผู้ซื้อ (จำเลย) ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2563 ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2557 โจทก์นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ที่จำเลยกู้ยืมเงินแก่ธนาคาร พ. พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะและใช้บังคับไม่ได้หรือไม่ และจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2551 จนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามพยานหลักฐานของจำเลยว่า โจทก์ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยตามสัญญาซื้อขาย และได้รับค่าที่ดินพิพาทจากจำเลยครบถ้วนแล้ว แม้ที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนภายในสิบปีตามมาตรา 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน นับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2553 และโจทก์จำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2556 ภายในเวลาสิบปีตามข้อกำหนดห้ามโอนก็ตาม แต่โจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาต่างรู้ว่าที่ดินพิพาทมีข้อกำหนดห้ามโอนและตกลงกันว่าจะโอนให้แก่กัน ณ สำนักงานที่ดินมะขาม ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2563 อันเป็นเวลาภายหลังพ้นข้อกำหนดห้ามโอนในวันที่ 30 สิงหาคม 2563 แล้ว สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทย่อมเป็นเพียงสัญญาจะซื้อขาย มิใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด การที่จำเลยครอบครองดูแลทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2551 ก่อนที่โจทก์จะขายให้แก่จำเลย ถือได้ว่าจำเลยยึดถือที่ดินพิพาทนั้นไว้ในฐานะเป็นผู้แทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้ครอบครอง มิใช่เป็นการครอบครองเพื่อตนเอง ตราบใดที่จำเลยมิได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังโจทก์ซึ่งเป็นผู้ครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 แต่เป็นเพียงการยึดถือแทนโจทก์เท่านั้น มิใช่เป็นการถือสิทธิครอบครองเด็ดขาดเป็นของตนในฐานะเจ้าของไม่ จึงฟังไม่ได้ว่า โจทก์จำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเสร็จเด็ดขาดในระหว่างที่มีข้อกำหนดห้ามโอนตามกฎหมายอันเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 58 ทวิ และมีผลให้สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ไม่ สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยมีผลสมบูรณ์บังคับกันได้ในลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อขายอันเป็นบุคคลสิทธิ และเป็นเรื่องที่จำเลยชอบที่จะว่ากล่าวเอาความแก่โจทก์ต่อไปตามบทบัญญัติว่าด้วยผลแห่งหนี้และสัญญา เมื่อการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยเป็นการครอบครองแทนโจทก์เช่นนี้ จำเลยย่อมไม่อาจอ้างอายุความการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ขึ้นยันแก่โจทก์ได้ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์บอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทแล้วจำเลยไม่ยอมออกไป จึงเป็นการทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้นแก่โจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาอื่นตามฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยนอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่เป็นสาระแก่คดี พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4741/2565 พันตำรวจเอก ช. โจทก์ นาย ช. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พันตำรวจเอก ช. · จำเลย - นาย ช.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมชัย ฑีฆาอุตมากร · อำนาจ โชติชะวารานนท์ · วรพงศ์ มนตรีกุล ณ อยุธยา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดจันทบุรี - นายชาติธรรม ประสงค์จรรยา · ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายอดุลย์ อุดมผล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.148/2565

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3405/2537ฎีกา 1730/2520ฎีกา 1394/2549ฎีกา 17393/2555ฎีกา 451/2491ฎีกา 356/2530ฎีกา 3375/2532ฎีกา 4072/2528ฎีกา 2749/2538ฎีกา 170/2497ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 5465-5466/2555ฎีกา 5473/2548ฎีกา 5317/2538ฎีกา 759/2494ฎีกา 231/2482ฎีกา 464/2497ฎีกา 961/2566ฎีกา 4415/2528ฎีกา 4332/2536ฎีกา 6848/2540ฎีกา 4470/2543ฎีกา 8938-8992/2552ฎีกา 1657/2503
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา