คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3462-3463/2566
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่ช่วยซ่อนเร้น จำหน่าย พาเอาไปเสีย หรือรับไว้ซึ่งของที่ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านศุลกากร ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย
การปลอมเอกสารราชการเพื่อใช้ในการจดทะเบียนรถยนต์ ถือเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ และการนำเอกสารราชการปลอมไปใช้ ถือเป็นความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม
ย่อคำพิพากษา
กรณีรับฟังได้ว่า มีคนร้ายลักลอบนำรถยนต์ของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านศุลกากรประกอบกับพฤติกรรมของจำเลยที่ 1 ที่ขอชำระภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ของกลางและนำรถยนต์ของกลางไปขอจดทะเบียนรถโดยอ้างว่าเป็นรถยนต์ที่ประกอบจากชิ้นส่วนอุปกรณ์ใช้แล้วนำเข้าจากต่างประเทศอันเป็นความเท็จ แล้วต่อมาจำเลยที่ 1 ขายรถยนต์ของกลางให้แก่ ศ. การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสียหรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งรถยนต์ของกลาง อันตนรู้อยู่ว่าเป็นของที่ผู้อื่นลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านศุลกากร และจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมเป็นตัวการกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ผู้อื่นลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านศุลกากรด้วย และเมื่อจำเลยที่ 2 แก้ไขหรือจัดให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความลงในใบรับรองการนำเข้าโดยไม่มีอำนาจที่จะกระทำได้ จึงเป็นการปลอมเอกสารดังกล่าวโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ ว. กรมศุลกากร ผู้อื่นหรือประชาชน โดยจำเลยที่ 2 ได้กระทำเพื่อให้ พ. หรือผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นใบรับรองการนำเข้าที่แท้จริง เมื่อใบรับรองการนำเข้าดังกล่าวเป็นเอกสารที่ ว. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานได้ทำขึ้นในหน้าที่จึงเป็นเอกสารราชการตาม ป.อ. มาตรา 1 (8) จำเลยที่ 2 จึงกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ปลอมเอกสารราชการยื่นใบรับรองการนำเข้าปลอมดังกล่าวต่อ พ. เป็นเอกสารประกอบในการส่งบัญชีรับและจำหน่ายรถต่อทะเบียนกรุงเทพมหานคร กรมการขนส่งทางบก ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ พ. กรมการขนส่งทางบก ผู้อื่น หรือประชาชน สำหรับความผิดเกี่ยวกับเอกสาร จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมแต่กระทงเดียว จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมอีกกระทงหนึ่ง
ใบรับรอง (แบบ 32) มิใช่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิในสินค้าหรือของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร จึงมิใช่เอกสารสิทธิตาม ป.อ. มาตรา 1 (9) การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมด้วย
กรณีเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ทำใบขนส่งสินค้าขาเข้าปลอมขึ้นโดยแก้ไขเพิ่มเติมข้อความลงในใบขนสินค้าขาเข้าของจำเลยที่ 2 และที่ 4 โดยไม่มีอำนาจที่จะกระทำได้เพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่กรมศุลกากร ผู้อื่น หรือประชาชน และเมื่อจำเลยที่ 1 นำใบขนส่งสินค้าขาเข้าปลอมทั้งสองฉบับไปยื่นต่อ พ. เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบแบบแจ้งราคาขายเพื่อชำระภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ของกลางในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ พ. กรมสรรพสามิต ผู้อื่น หรือประชาชน ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ 2 ฉบับ และใช้เอกสารราชการปลอม 2 ฉบับดังกล่าว และกรณีเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 1 ทำการปลอมใบเสร็จรับเงินดังกล่าวขึ้นทั้งฉบับเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บริษัท พ. ผู้อื่นหรือประชาชน และเมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นใบเสร็จรับเงินต่อ พ. และ ก. ถือได้ว่า เป็นการกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลทั้งสอง ผู้อื่น หรือประชาชน ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานปลอมเอกสารใบเสร็จรับเงินและใช้เอกสารใบเสร็จรับเงินปลอม 2 ครั้ง การกระทำความผิดแต่ละข้อหาของจำเลยที่ 1 มีเจตนาเดียวกันคือประสงค์ให้รถยนต์ของกลางเป็นรถที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นความผิดกรรมเดียว หาใช่ความผิดหลายกรรมต่างกัน
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยทั้งสามในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 4
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 264, 266, 268 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27, 27 ทวิ ริบรถยนต์ของกลาง
จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243 วรรคแรก, 246 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการกระทำกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำของที่ผ่านเข้ามาในราชอาณาจักร โดยเจตนาจะฉ้ออากรที่ต้องเสียสำหรับของนั้น ๆ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษปรับคนละ 1,747,872.75 บาท จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 266 (1), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการกับฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นสองกระทงความผิด จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี ฐานปลอมเอกสารกับฐานใช้เอกสารปลอม จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการกับฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ปรับ 100,000 บาท เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี และปรับ 1,747,872.75 บาท ปรับจำเลยที่ 2 จำนวน 1,847,872.75 บาท และปรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 1,747,872.75 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบรถยนต์ เบนท์ลีย์ หมายเลขทะเบียน ญล xxxx กรุงเทพมหานคร ของกลาง ส่วนข้อหาอื่นให้ยก
โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 กับมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคหนึ่ง และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคหนึ่ง (เดิม), 268 วรรคหนึ่ง อีกบทหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 2 กระทง กระทงแรก ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรคนละ 1,747,872.75 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กระทงที่ 2 ฐานปลอมเอกสาร (ใบเสร็จรับเงิน) ปลอมเอกสารราชการ (ใบขนสินค้าขาเข้า) ใช้เอกสาร (ใบเสร็จรับเงิน) ปลอม และใช้เอกสารราชการ (ใบขนสินค้าขาเข้า) ปลอม จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมเอกสารดังกล่าว จึงลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานใช้เอกสารดังกล่าวปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 264 วรรคหนึ่ง (เดิม) และมาตรา 265 (เดิม) แต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง และเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 265 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ฐานปลอมเอกสารราชการ (ใบรับรองการนำเข้า) และใช้เอกสารราชการ (ใบรับรองการนำเข้า) ปลอม จำเลยที่ 2 เป็นผู้ปลอมเอกสารดังกล่าว จึงลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 265 (เดิม) แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง ปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 10,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี และปรับ 1,747,872.75 บาท จำเลยที่ 2 ปรับ 1,757,872.75 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 29/1, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับมีกำหนด 2 ปี หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 29/1 ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันลักลอบนำรถยนต์ของกลาง (ทั้งคัน) เข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง หรือมิฉะนั้นจำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับเอารถยนต์ของกลางจากคนร้ายโดยรู้ว่าเป็นของที่มีผู้ลักลอบนำเข้า (ทั้งคัน) โดยยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง และอ้างว่าฝ่ายจำเลยทำปลอมและสำแดงเอกสารให้เห็นว่ามีการนำเข้าโครงรถยนต์เก่า (ตัวถัง) เครื่องยนต์เก่าจากสหราชอาณาจักร และจัดซื้อชิ้นส่วนอุปกรณ์บางรายการในราชอาณาจักร นำมาประกอบเป็นรถยนต์ของกลาง นำไปจดทะเบียนเป็นรถยนต์จดประกอบจากชิ้นส่วนเก่า ซึ่งการนำเข้ารถยนต์ทั้งคันโดยผ่านศุลกากรโดยถูกต้องนั้นต้องเสียอากรขาเข้าและภาษีต่าง ๆ เป็นจำนวนเงินมากกว่านำเข้าชิ้นส่วนเก่าแล้วมาประกอบมาก โดยข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เดิมจำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 1 และนางสาวสิริพรรณ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ต่อมาได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2555 มีนางสาวสิริพรรณเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทน เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2553 จำเลยที่ 4 นำโครงรถยนต์เก่าพร้อมแผงหน้าปัด ประตู เบาะนั่ง และวงพวงมาลัยจากสหราชอาณาจักรเข้ามาในประเทศไทย และเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2553 บริษัท น. จัดส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าดังกล่าวให้แก่กรมศุลกากร จากนั้นกรมศุลกากรแจ้งเลขที่ใบขนสินค้าขาเข้าให้บริษัทดังกล่าวดำเนินการจัดพิมพ์ใบขนสินค้าขาเข้าจากระบบคอมพิวเตอร์ของกรมศุลกากรสำหรับให้จำเลยที่ 4 ดำเนินพิธีการศุลกากรขอตรวจปล่อยสินค้าที่สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งในช่อง น้ำหนักสุทธิ ระบุว่า "1,800 กิโลกรัม" และในช่อง ชนิดของ ระบุว่า "BENZ BRAND โครงรถยนต์เก่า พร้อมแผงหน้าปัด ประตู เบาะนั่ง วงพวงมาลัย USED BODY CAR WITH METER SET, DOOR SEAT, STEERING WHEEL BENTLEY" เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2553 จำเลยที่ 2 นำเครื่องยนต์เก่าใช้แล้วจากสหราชอาณาจักรเข้ามาในประเทศไทย และเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2554 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. จัดส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าดังกล่าวให้แก่กรมศุลกากร จากนั้นกรมศุลกากรแจ้งเลขที่ใบขนสินค้าขาเข้าให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวดำเนินการจัดพิมพ์ใบขนสินค้าขาเข้าจากระบบคอมพิวเตอร์ของกรมศุลกากรสำหรับให้จำเลยที่ 2 ดำเนินพิธีการศุลกากรขอตรวจปล่อยสินค้าที่สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเครื่องยนต์เก่าใช้แล้วที่นำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้านี้มี 4 เครื่อง ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้คือ ตามรายการที่ 1 ซึ่งในช่อง น้ำหนักสุทธิ ระบุว่า "850 กิโลกรัม" และในช่องชนิดของ ระบุว่า "BENTLEY BRAND เครื่องยนต์เก่าใช้แล้ว (รายละเอียดตามอินวอยซ์แนบ) USED MOTOR PARTS Engine No.2xxxx Year 2006 Brand Bentle" หลังจากนั้น เจ้าพนักงานศุลกากรตรวจปล่อยสินค้าและออกใบรับรองการนำเข้าเล่มที่ 12694 เลขที่ 09 ให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2554 จำเลยที่ 2 ส่งบัญชีรับและจำหน่ายเครื่องยนต์สำหรับรถต่อนายทะเบียนกรุงเทพมหานคร ระบุช่อง ชนิดเครื่องยนต์ว่า "เบนท์เล่ย์" ช่องหมายเลขเครื่องยนต์ว่า "บีดับบลิวอาร์ 02xxxx" ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นแบบรายการภาษีสรรพสามิตต่อเจ้าพนักงานสรรพสามิต สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่กรุงเทพมหานคร 4 เพื่อชำระภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ที่ประกอบจากชิ้นส่วนอุปกรณ์ใช้แล้วนำเข้าจากต่างประเทศ ยี่ห้อ BENTLEY หมายเลขตัวรถ SCBCF 63 W 09 C 05xxxx หมายเลขเครื่องยนต์ 005BWR 02xxxx EE xxxx ระบุในช่อง มูลค่าสินค้า ว่า 3,062,553.11 บาท อัตราภาษีร้อยละ 50 เป็นเงิน 1,531,276.55 บาท และภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทย และจำเลยที่ 1 ชำระภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์คันดังกล่าวรวมจำนวน 1,684,404.21 บาท แล้วเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2554 ต่อมาวันที่ 29 กรกฎาคม 2554 จำเลยที่ 1 ยื่นเรื่องขอจดทะเบียนรถประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนอุปกรณ์รถเก่าชนิดรถยนต์ BENTLEY CONTINENTAL หมายเลขตัวรถ SCBCF 63 W 09 C 05xxxx หมายเลขเครื่องยนต์ BWR02xxxx ต่อเจ้าพนักงานขนส่ง สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 และเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2554 นายทะเบียนอนุมัติให้จดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวโดยกำหนดหมายเลขทะเบียน ญล xxxx กรุงเทพมหานคร โดยตามรายการจดทะเบียนระบุด้วยว่า รุ่นปี ค.ศ 2006 น้ำหนัก 1,950 กิโลกรัม วันที่ 11 เมษายน 2555 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ขายรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่นายพิศิษฎ์ ในราคา 8,000,000 บาทเศษ ต่อมาวันที่ 5 มิถุนายน 2555 นายพิศิษฎ์ให้นายฉัตรชล เช่าซื้อไปในราคา 9,000,000 บาท และต่อมานายพิศาลมัย เพื่อนของนายฉัตรชลเป็นผู้ครอบครองรถ... สำหรับคดีนี้นายพิศาลมัยครอบครองรถยนต์ของกลางได้ประมาณ 2 เดือน ต่อมาวันที่ 19 มิถุนายน 2556 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางกอกใหญ่ตั้งจุดตรวจและพบรถยนต์หมายเลขทะเบียน ญล xxxx กรุงเทพมหานคร ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนแล่นผ่านมา นายพิศาลมัยเป็นผู้ขับ เจ้าพนักงานตำรวจสงสัยว่าเป็นรถยนต์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดจึงยึดเป็นของกลาง โดยนายพิศาลมัยผู้ครอบครองรถยนต์ให้ความยินยอม กรมสอบสวนคดีพิเศษทำการสืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับรถยนต์ของกลางและกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดคดีนี้ โดยกรมศุลกากรประเมินราคารถยนต์ของกลางเป็นเงิน 2,184,840.93 บาท อากรขาเข้าร้อยละ 80 เป็นเงิน 1,747,872.75 บาท ...
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า... จึงเชื่อได้ว่ามีคนร้ายลักลอบนำรถยนต์ของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านศุลกากร ประกอบกับพฤติกรรมของจำเลยที่ 1 ที่ขอชำระภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ของกลางและนำรถยนต์ของกลางไปขอจดทะเบียนรถ โดยอ้างว่าเป็นรถยนต์ที่ประกอบจากชิ้นส่วนอุปกรณ์ใช้แล้วนำเข้าจากต่างประเทศอันเป็นความเท็จ แล้วต่อมาจำเลยที่ 1 ขายรถยนต์ของกลางให้แก่นายพิศิษฎ์ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสียหรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งรถยนต์ของกลางอันตนรู้อยู่ว่าเป็นของที่ผู้อื่นลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านศุลกากรอันเป็นความผิดตามฟ้องข้อหานี้...และฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมเป็นตัวการกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ผู้อื่นลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านศุลกากรด้วย และเมื่อจำเลยที่ 2 แก้ไขหรือจัดให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความลงในใบรับรองการนำเข้าโดยไม่มีอำนาจที่จะกระทำได้ จึงเป็นการปลอมเอกสารดังกล่าวโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายวัฒนา กรมศุลกากร ผู้อื่น หรือประชาชน โดยจำเลยที่ 2 ได้กระทำเพื่อให้นางสาวพัชรีหรือผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นใบรับรองการนำเข้าที่แท้จริง เมื่อใบรับรองการนำเข้าดังกล่าวเป็นเอกสารที่นายวัฒนาซึ่งเป็นเจ้าพนักงานได้ทำขึ้นในหน้าที่จึงเป็นเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (8) จำเลยที่ 2 จึงกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ปลอมเอกสารราชการยื่นใบรับรองการนำเข้าปลอมดังกล่าวต่อนางสาวพัชรีเป็นเอกสารประกอบในการส่งบัญชีรับและจำหน่ายรถต่อนายทะเบียนกรุงเทพมหานคร กรมการขนส่งทางบก ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นางสาวพัชรี กรมการขนส่งทางบก ผู้อื่น หรือประชาชน สำหรับความผิดเกี่ยวกับเอกสารจึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมแต่กระทงเดียว จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมอีกกระทงหนึ่ง
ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 เป็นการปลอมและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) บัญญัติว่า "เอกสารสิทธิ" หมายความว่า เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ ดังนั้น เอกสารสิทธิจึงต้องเป็นหลักฐานแห่งการก่อสิทธิ เปลี่ยนแปลงสิทธิ โอนสิทธิ สงวนสิทธิ หรือระงับซึ่งสิทธิ อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ใบรับรองการนำเข้าเป็นเอกสารที่พนักงานศุลกากรรับรองว่าสินค้าหรือของตามที่ระบุในใบรับรองได้ถูกนำเข้ามาในราชอาณาจักรตามใบขนสินค้าโดยผ่านพิธีการศุลกากรอย่างถูกต้อง และชำระค่าภาษีอากรหรือวางเงินเป็นประกันแล้ว และเป็นเอกสารที่เจ้าหน้าที่ออกให้แก่ผู้ที่นำเข้าและมีสินค้าไว้ในครอบครอง ซึ่งผู้ขอใบอนุญาตต้องยื่นคำขอและผ่านการพิจารณาจากเจ้าหน้าที่ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ใบรับรอง (แบบ 32) จึงมิใช่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิในสินค้าหรือของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร จึงมิใช่เอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 มิได้กระทำความผิดฐานปลอมใบขนสินค้าขาเข้าและใช้ใบขนสินค้าขาเข้าปลอมซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ 2 ฉบับ นั้น เห็นว่า .....ใบขนสินค้าขาเข้าจะมีผลสมบูรณ์เป็นเอกสารที่ผู้นำเข้าสามารถนำไปขอรับมอบสินค้าที่นำเข้าได้เมื่อพนักงานศุลกากรตรวจสอบข้อมูลแล้ว กำหนดเลขที่ใบขนสินค้าขาเข้าให้ ใบขนสินค้าขาเข้าจึงมีลักษณะเป็นเอกสารที่เจ้าพนักงานได้รับรองในหน้าที่และถือว่าเป็นเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (8) แต่ใบขนสินค้าขาเข้าหาใช่หลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิในสินค้าหรือของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร จึงมิใช่เอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9)... จึงเชื่อว่า จำเลยที่ 1 ทำใบขนสินค้าขาเข้าปลอมขึ้นโดยแก้ไขเพิ่มเติมข้อความลงในใบขนสินค้าขาเข้าของจำเลยที่ 2 และที่ 4 โดยไม่มีอำนาจที่จะกระทำได้เพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่กรมศุลกากร ผู้อื่นหรือประชาชน และเมื่อจำเลยที่ 1 นำใบขนสินค้าขาเข้าปลอมทั้งสองฉบับไปยื่นต่อนางสาวพนิตตาเพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบแบบแจ้งราคาขายเพื่อชำระภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ของกลางในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นางสาวพนิตตา กรมสรรพสามิต ผู้อื่น หรือประชาชน ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ 2 ฉบับ และใช้เอกสารราชการปลอม 2 ฉบับ ดังกล่าว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น
ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 มิได้กระทำความผิดฐานปลอมใบเสร็จรับเงินและใช้ใบเสร็จรับเงินปลอม นั้น เห็นว่า... กรณีมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า จำเลยที่ 1 ทำการปลอมใบเสร็จรับเงินดังกล่าวขึ้นทั้งฉบับเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บริษัท พ. ผู้อื่น หรือประชาชน และเมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นใบเสร็จรับเงินปลอมต่อนางสาวพนิตตาและนางกุลวีณ์ ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลทั้งสอง ผู้อื่น หรือประชาชน พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานปลอมเอกสารใบเสร็จรับเงินและใช้เอกสารใบเสร็จรับเงินปลอม 2 ครั้ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการสุดท้ายว่า สมควรลดโทษปรับให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 และรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ในความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ ศาลอุทธรณ์ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1,747,872.75 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเนื่องจากโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ในข้อนี้นั้น เป็นการลงโทษปรับต่ำกว่าอัตราโทษปรับตามกฎหมายแล้ว เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาให้ลงโทษปรับเพิ่มขึ้น ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขให้ถูกต้องอันจะเป็นการเพิ่มโทษแก่จำเลยที่ 1 ได้ และกรณีไม่มีเหตุให้พิจารณาลดโทษปรับได้อีก ประกอบกับพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 รับรถยนต์ของกลางไว้ในครอบครองโดยรู้ว่าเป็นรถยนต์ที่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงการเสียอากร ซึ่งหากนำเข้ามาโดยผ่านศุลกากรถูกต้อง ผู้นำเข้าต้องเสียอากรขาเข้าและภาษีอากรอื่นจำนวนมากกว่าราคารถยนต์โดยจำเลยที่ 1 ปลอมเอกสารหลายฉบับทั้งเอกสารราชการและเอกสารอื่นและใช้เอกสารราชการปลอมเพื่อให้รถยนต์ของกลางซึ่งเป็นรถยนต์ที่ผิดกฎหมายสามารถจดทะเบียนเป็นรถยนต์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย แล้วจำหน่ายรถยนต์ของกลางไปเป็นการแสวงหาประโยชน์ทางการค้าส่วนตัวโดยมิชอบ การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จึงเป็นเรื่องร้ายแรงเพราะเป็นการกระทำความผิดที่มุ่งแต่ผลประโยชน์ส่วนตน โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของรัฐและเป็นการบ่อนทำลายเศรษฐกิจของชาติและสังคมโดยรวม ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ได้สำนึกในการกระทำความผิดของตนโดยให้การปฏิเสธและต่อสู้คดี ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ไม่เคยประพฤติตนเสื่อมเสีย กับมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวแล้ว กรณียังไม่มีเหตุสมควรให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า การกระทำความผิดเกี่ยวกับเอกสารของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดกรรมเดียวหรือความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานปลอมใบขนสินค้า 2 ฉบับ เป็นการกระทำความผิดฐานปลอม 2 กระทง และปลอมใบเสร็จรับเงินเป็นความผิดอีกกระทงหนึ่งนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ปลอมใบขนสินค้าขาเข้า 2 ฉบับ และใบเสร็จรับเงิน 1 ฉบับ จากนั้นนำไปใช้ยื่นต่อนางสาวพนิตตาเจ้าพนักงานสรรพสามิต เพื่อเป็นเอกสารประกอบแบบแจ้งราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมต่อเจ้าพนักงานสรรพสามิตในคราวเดียวกัน แม้ว่าใบขนสินค้าขาเข้าและใบเสร็จรับเงินดังกล่าวเป็นเอกสารเกี่ยวกับสินค้าต่างรายการและชื่อผู้นำเข้าและผู้ขายสินค้าเป็นชื่อของบุคคลคนละคนกัน แต่ก็เป็นเอกสารที่จำเลยที่ 1 ทำขึ้นโดยมีเจตนาเดียวกันคือเพื่อมุ่งหมายให้เจ้าพนักงานผู้ตรวจเอกสารนำข้อมูลตามเอกสารปลอมทั้งสามฉบับไปพิจารณากำหนดมูลค่ารถยนต์ของกลางและจำนวนภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ของกลาง ที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระ จึงไม่อาจแยกเจตนาการปลอมและใช้เอกสารปลอมเป็นรายฉบับต่างหากจากกันได้ แม้ต่อมาจำเลยที่ 1 ใช้เอกสารใบเสร็จรับเงินปลอมยื่นต่อนางกุลวีณ์ เจ้าพนักงานขนส่ง เป็นเอกสารประกอบคำขอจดทะเบียนรถยนต์ของกลางอีกครั้งหนึ่ง ก็เป็นการกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงกับการขอชำระภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ของกลางแล้วนำหลักฐานเกี่ยวกับการชำระภาษีดังกล่าวมาขอจดทะเบียนรถยนต์ของกลาง ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลักในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 การกระทำความผิดแต่ละข้อหาของจำเลยที่ 1 จึงมีเจตนาเดียวกันคือประสงค์ให้รถยนต์ของกลางเป็นรถที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นความผิดกรรมเดียว หาใช่ความผิดหลายกรรมต่างกัน ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ผู้อื่นลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านศุลกากรกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วยหรือไม่ เห็นว่า...รอยตราประทับของบริษัทจำเลยที่ 4 ในเอกสารซึ่งเป็นเอกสารปลอมมีลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ประกอบรอยตราประทับนั้นเมื่อรับฟังประกอบความสัมพันธ์ของจำเลยทั้งสี่ที่ว่า จำเลยที่ 3 เป็นหนึ่งในสามคนของกรรมการบริษัทจำเลยที่ 4 โดยกรรมการหนึ่งคนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทจำเลยที่ 4 ผูกพันบริษัทจำเลยที่ 4 ได้ ที่อยู่ของจำเลยที่ 3 เป็นที่เดียวกันกับสำนักงานแห่งใหญ่ของจำเลยที่ 4 เมื่อจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อข้างตราประทับของจำเลยที่ 4 ในเอกสารปลอมดังกล่าว ทั้งยังมีลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ลงไว้ด้วย เห็นได้ว่า จำเลยที่ 3 เกี่ยวข้องกับเอกสารปลอมซึ่งเป็นเอกสารปลอมที่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็เกี่ยวข้องกัน โดยช่วงระหว่างเกิดเหตุจำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดมีจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการคนหนึ่งของจำเลยที่ 2 เมื่อต่อมาจำเลยที่ 2 แปรสภาพเป็นบริษัท ขณะนั้นจำเลยที่ 1 ก็เป็นกรรมการอยู่ช่วงหนึ่ง และเดิมสำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัทจำเลยที่ 2 ก็ตั้งอยู่ที่เดิม เมื่อจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่มีตัวจำเลยที่ 3 และผู้แทนของจำเลยที่ 4 มาเบิกความให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงเชื่อว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดฐานนี้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกระทำความผิดฐานนี้ด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในความผิดฐานนี้ฟังขึ้น
อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,747,872.75 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยไม่ได้สั่งกักขังจำเลยที่ 1 ไว้เป็นอย่างอื่น ซึ่งการให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเกิน 1 ปี ต้องระบุไว้ในคำพิพากษาให้ชัดเจน เมื่อศาลชั้นต้นไม่ได้ระบุไว้ในคำพิพากษาว่า ให้กักขังจำเลยที่ 1 แทนค่าปรับเป็นระยะเวลาเท่าใด ดังนี้ ย่อมกักขังแทนค่าปรับได้เพียง 1 ปี เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์ในข้อนี้ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 29/1, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับมีกำหนด 2 ปี จึงเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
พิพากษาแก้เป็นว่า หากต้องกักขังจำเลยที่ 1 แทนค่าปรับ ให้กักขังเป็นระยะเวลา 1 ปี จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดฐานร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ผู้อื่นลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านศุลกากรตามฟ้องข้อ 1.2 ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษปรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 1,747,872.75 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น หากจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 29/1, 30 ส่วนจำเลยที่ 4 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 29/1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3462 - 3463/2566
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์
นาย พ. กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นาย พ. กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ประทีป ดุลพินิจธรรมา · ปุณณะ จงนิมิตรสถาพร · ปรีชา เชิดชู |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลอาญา - นายณัฐนันท์ ดุจดำเกิง · ศาลอุทธรณ์ - นายคมกฤช เทียนทัด |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | อ.332-333/2566 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา