⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4286/2568

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4286/2568

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเบิกความหรือนำสืบพยานหลักฐานอันเป็นเท็จจะมีความผิดได้ ต้องเป็นการกระทำในการพิจารณาคดีที่ศาลรับไว้พิจารณาแล้วเท่านั้น หากศาลมีคำสั่งยกคำร้องตั้งแต่แรก คำเบิกความหรือการนำสืบพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นภายหลังจึงไม่มีผลทางกฎหมายและไม่เป็นความผิดฐานเบิกความเท็จหรือนำสืบพยานหลักฐานเท็จ.

ย่อคำพิพากษา

การที่จะเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จหรือฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จนั้น ต้องได้ความว่า บุคคลที่ถูกฟ้องเข้าเบิกความอันเป็นเท็จหรือนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาลแล้ว เมื่อปรากฏว่าในคดีที่ศาลแพ่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสิบสี่เบิกความในชั้นไต่สวนคำร้องขอกันส่วนไปแล้ว ในที่สุดศาลแพ่งมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสิบสี่ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคำร้องขอกันส่วนในคดีก่อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ไม่รับวินิจฉัย และมีคำสั่งยกคำร้อง อันเท่ากับศาลแพ่งยกคำร้องในปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนว่าคำร้องของจำเลยทั้งสิบสี่ไม่อาจรับวินิจฉัยได้ตั้งแต่แรกในชั้นยื่นคำร้อง ดังนั้น คำเบิกความและการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสิบสี่ที่ดำเนินไปหลังจากยื่นคำร้องย่อมเป็นการเสียเปล่าไม่มีผลเป็นการเบิกความและการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานเหมือนดังเช่นคำร้องขอที่ศาลรับไว้พิจารณา ถือได้ว่าจำเลยทั้งสิบสี่ไม่เคยยื่นคำเบิกความและเข้าเบิกความเป็นพยานต่อศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว รวมทั้งไม่เคยนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานมาก่อน การกระทำของจำเลยทั้งสิบสี่ไม่อาจเป็นความผิดฐานเบิกความหรือฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จตามฟ้องของโจทก์ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.144 ประมวลกฎหมายอาญา ม.177 ประมวลกฎหมายอาญา ม.180

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177, 180 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ของนางสถิตย์พรกับนายนพรัตน์ ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 338/2562 ของศาลแพ่ง ซึ่งศาลพิพากษาให้ชำระหนี้ตามคำพิพากษา 527,630.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 448,434.77 บาท นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ลูกหนี้ทั้งสองไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) ราคาประเมิน 2,935,966 บาท ออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินที่ได้มาชำระหนี้ตามคำพิพากษา แต่ที่ดินมีชื่อของจำเลยทั้งสิบสี่ครอบครองเป็นเจ้าของร่วมกับนางสถิตย์พร ลูกหนี้ จำเลยทั้งสิบสี่ยื่นคำร้องขอกันส่วนต่อศาลแพ่งเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2562 ว่า แม้เป็นกรรมสิทธิ์รวม แต่ได้ครอบครองเป็นส่วนสัดของแต่ละคนแล้ว ศาลแพ่งมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสิบสี่ต้องยื่นคำร้องขอกันส่วนต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีภายใน 60 วัน นับแต่วันที่มีการยึดทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 จำเลยทั้งสิบสี่ยื่นคำร้องวันที่ 11 ตุลาคม 2562 จึงพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่ยึดทรัพย์จึงให้งดไต่สวนและยกคำร้อง ตามคดีสาขาหมายเลขแดงที่ พก 20/2562 ของศาลแพ่ง ต่อมาวันที่ 23 ธันวาคม 2562 จำเลยทั้งสิบสี่ยื่นคำร้องขอกันส่วนอ้างเหตุทำนองเดียวกับคำร้องขอกันส่วนในคดีก่อน ศาลแพ่งรับไว้พิจารณาตามคดีสาขาหมายเลขดำที่ พก 28/2562 โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เบิกความในวันที่ 24 สิงหาคม 2563 จำเลยที่ 6 ถึงที่ 14 เบิกความในวันที่ 1 เมษายน 2564 และจำเลยที่ 9 เบิกความในวันที่ 17 ธันวาคม 2564 ต่อมาวันที่ 17 มกราคม 2565 ศาลแพ่งมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสิบสี่ด้วยเหตุว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ตามคดีสาขาหมายเลขแดงที่ พก 1/2565 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสิบสี่กระทำความผิดฐานเบิกความเท็จและฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในคดีสาขาหมายเลขแดงที่ พก 1/2565 ของศาลแพ่งหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้ใดเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล ถ้าความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี ต้องระวางโทษ..." และมาตรา 180 วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้ใดนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี ถ้าเป็นพยานหลักฐานในข้อสำคัญในคดีนั้น ต้องระวางโทษ..." ดังนั้น การที่จะเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จหรือฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ นั้น ต้องได้ความว่า บุคคลที่ถูกฟ้องเข้าเบิกความอันเป็นเท็จหรือนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาลแล้ว เมื่อปรากฏว่าในคดีสาขาหมายเลขแดงที่ พก 1/2565 ที่ศาลแพ่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสิบสี่เบิกความ ในชั้นไต่สวนคำร้องขอกันส่วนไปแล้ว ในที่สุดศาลแพ่งมีคำสั่งเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2565 ว่าจำเลยทั้งสิบสี่ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคำร้องขอกันส่วนในคดีก่อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ไม่รับวินิจฉัย และมีคำสั่งยกคำร้อง อันเท่ากับศาลแพ่งยกคำร้องในปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนว่าคำร้องของจำเลยทั้งสิบสี่ไม่อาจรับวินิจฉัยได้ตั้งแต่แรกในชั้นยื่นคำร้อง ดังนั้น คำเบิกความและการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสิบสี่ที่ดำเนินไปหลังจากยื่นคำร้องย่อมเป็นการเสียเปล่าไม่มีผลเป็นการเบิกความและการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานเหมือนดังเช่นคำร้องขอที่ศาลรับไว้พิจารณา ถือได้ว่าจำเลยทั้งสิบสี่ไม่เคยยื่นคำเบิกความและเข้าเบิกความเป็นพยานต่อศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว รวมทั้งไม่เคยนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานมาก่อนเลย การกระทำของจำเลยทั้งสิบสี่ไม่อาจเป็นความผิดฐานเบิกความหรือฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จตามฟ้องของโจทก์ได้ เทียบนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4111/2566 และ 3200/2531 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูล และพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4286/2568 นางสาว น. โจทก์ นาง ล. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาว น. · จำเลย - นาง ล. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นวรัตน์ กลิ่นรัตน์ · ภัทริกา จุลฤกษ์ · นิรัตน์ ฟูกาญจนานนท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายธนากร ปุสยะไพบูลย์ · ศาลอุทธรณ์ - นางอรพันท์ เพ็ญตระการ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.314/2568

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 171/2513ฎีกา 5414/2536ฎีกา 725/2567ฎีกา 4784/2529ฎีกา 3014/2531ฎีกา 730/2516ฎีกา 22/2466ฎีกา 3584/2524ฎีกา 18211/2555ฎีกา 1182/2491ฎีกา 374/2537ฎีกา 1998/2553ฎีกา 261/2506ฎีกา 3190/2530ฎีกา 6506/2547ฎีกา 191/2520ฎีกา 3330-3331/2524ฎีกา 1193/2510ฎีกา 904/2516ฎีกา 2002/2511ฎีกา 5286/2559ฎีกา 7268/2537ฎีกา 769-770/2539ฎีกา 3098/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา