⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4380/2568

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4380/2568

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ไม่ใช่ความผิดที่กฎหมายให้อำนาจศาลสั่งให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายได้โดยตรง เว้นแต่ผู้เสียหายจะร้องขอให้บังคับคดีตามกฎหมายว่าด้วยค่าสินไหมทดแทน หรือมีกฎหมายอื่นบัญญัติไว้โดยเฉพาะ

ย่อคำพิพากษา

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามเฉพาะในความผิดข้อหาร่วมกันทำให้เสียทรัพย์และมิได้มีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วม เพราะความผิดข้อหาร่วมกันทำให้เสียทรัพย์มิใช่ความผิดที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 43 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ในอันที่โจทก์จะเรียกให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วม ทั้งโจทก์ร่วมไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเช่นนั้นโดยพลการ ส่วนการออกคำบังคับนั้น ต้องเป็นกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งต้องมีการบังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาศาลจึงจะออกคำบังคับแก่ลูกหนี้ปฏิบัติตามคำพิพากษา โดยกำหนดวิธีปฏิบัติ ระยะเวลาและเงื่อนไขอื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 272, 273 แต่คดีนี้ศาลไม่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์หรือชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ไม่มีสิทธิบังคับคดีในคดีนี้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.43 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.272 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.273 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม.4

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 358 ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยที่ 2 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 5793 มาเป็นหลักประกันในการขอปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดตามฟ้อง ให้รอการกำหนดโทษจำเลยทั้งสามไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 โจทก์ร่วมอุทธรณ์ หลังจากศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2565 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น 2 ฉบับ คำร้องฉบับแรกโจทก์ร่วมอ้างว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 5793 เป็นของโจทก์ร่วม ขอให้เพิกถอนการใช้ที่ดินดังกล่าวเป็นหลักประกันในการขอปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 1 และที่ 2 คำร้องฉบับที่สองโจทก์ร่วมอ้างว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดซ้ำ ขอให้กำหนดโทษที่รอการกำหนดโทษไว้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งคำร้อง ดังกล่าวของโจทก์ร่วมไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพื่อพิจารณาสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้ส่งคำร้องฉบับแรกของโจทก์ร่วมคืนไปยังศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณาสั่งต่อไป และมีคำพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ขอให้ลงโทษจำคุกและปรับจำเลยทั้งสามเพราะเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2565 ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องฉบับแรกของโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมยื่นคำร้องภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว สัญญาประกันระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงสิ้นสุดลง กรณีไม่จำเป็นต้องพิจารณาสั่งเกี่ยวกับหลักประกันอีก ให้ยกคำร้อง โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน แต่ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องฉบับที่สองของโจทก์ร่วม ต่อมาวันที่ 20 ธันวาคม 2565 ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องฉบับที่สองของโจทก์ร่วมว่า เมื่อกรณียังไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามเคยถูกพิพากษาว่ามีความผิดในคดีใดขึ้นอีก ทั้งคดีตามที่โจทก์ร่วมกล่าวอ้างมาในคำร้องยังอยู่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และพฤติการณ์ที่โจทก์ร่วมอ้างตามคำร้องเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย ยังไม่มีเหตุที่จะกำหนดโทษจำคุกจำเลยทั้งสาม ให้ยกคำร้อง โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน ต่อมาวันที่ 22 เมษายน 2567 โจทก์ร่วมยื่นคำร้อง 2 ฉบับ คำร้องฉบับแรกโจทก์ร่วมอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีถึงที่สุดแล้ว จึงไม่รับอุทธรณ์ คำร้องฉบับที่สองโจทก์ร่วมขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่ปรากฏว่าศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงินตามคำร้องแก่โจทก์ร่วมแล้วจำเลยทั้งสามไม่ชำระ ให้ยกคำร้อง โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้มีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ และไม่ออกคำบังคับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ร่วม ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามเฉพาะในความผิดข้อหาร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และมิได้มีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วม เพราะความผิดข้อหาร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ มิใช่ฐานความผิดที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ในอันที่โจทก์จะเรียกให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วม ทั้งโจทก์ร่วมมิได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเช่นว่านั้นโดยพลการดังที่โจทก์ร่วมกล่าวอ้าง ส่วนการออกคำบังคับนั้น ต้องเป็นกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งต้องมีการบังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา ศาลจึงออกคำบังคับซึ่งคือคำสั่งแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้ปฏิบัติตามคำพิพากษา โดยกำหนดวิธีปฏิบัติ ระยะเวลาและเงื่อนไขอื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 272, 273 แต่คดีนี้ศาลมิได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์หรือชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ไม่มีสิทธิบังคับคดีในคดีนี้ได้ และหากการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายอย่างไร ก็ชอบที่จะต้องไปว่ากล่าวกันเป็นคดีต่างหาก จะใช้สิทธิขอบังคับในคดีนี้ไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้มีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์และไม่ออกคำบังคับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ร่วมนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4380/2568 พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสุรินทร์ โจทก์ นางสาว ฟ. โจทก์ร่วม นาง ป. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสุรินทร์ · โจทก์ร่วม - นางสาว ฟ. · จำเลย - นาง ป. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิทยา พรหมประสิทธิ์ · บุญศริรัตน์ ศิริชัย · ศุภลักษณ์ เขียวรัตน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงสุรินทร์ - นายนนทัชต์ ผลเนืองมา · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายอนุภาพ สุวรรณโชติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.2892/2567

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3746/2542ฎีกา 15831/2555ฎีกา 2737/2517ฎีกา 255/2529ฎีกา 968/2550ฎีกา 8192/2560ฎีกา 3399/2568ฎีกา 888/2490ฎีกา 6630/2556ฎีกา 2069/2552ฎีกา 2701/2537ฎีกา 6635/2551ฎีกา 4081/2564ฎีกา 8903/2553ฎีกา 1652/2534ฎีกา 1843/2551ฎีกา 363/2518ฎีกา 3948/2566ฎีกา 1039/2516ฎีกา 5863/2541ฎีกา 3303/2531ฎีกา 1305/2566ฎีกา 9999/2559ฎีกา 403/2530
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา