คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8418/2568
พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ ม.11, 15, 18 ฯลฯ
ย่อคำพิพากษา
ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในโครงการนิคมสหกรณ์ ว. เมื่อจัดตั้งนิคมสหกรณ์ ว. แล้ว ย่อมเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งในการพิจารณาคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มาตรา 35 ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนดเข้าเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์ และผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์จะเข้าทำประโยชน์ได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มาตรา 34 และมาตรา 36 แม้เดิม บ. ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ที่ดินพิพาท แต่ บ. ยังไม่ได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ในที่ดิน เพื่อนำไปเป็นหลักฐานในการขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ ตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มาตรา 11 ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นที่ดินของรัฐตาม ป.ที่ดิน มาตรา 2 บ. ไม่มีสิทธิที่จะนำที่ดินพิพาทไปจำหน่ายจ่ายโอนหรือส่งมอบสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่ได้รับมอบให้แก่บุคคลใดได้ การที่ บ. ขายที่ดินพิพาทและส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์ จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 และเสียเปล่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 แม้โจทก์ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทภายหลังที่ซื้อมาก็ตาม แต่โจทก์มิใช่เป็นบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์และได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท การกระทำของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มาตรา 15 ซึ่งมีโทษตามมาตรา 41 โจทก์จึงไม่สิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาท แม้ในระหว่างราษฎรด้วยกันโจทก์สามารถยกการยึดถือครอบครองก่อนยันคนอื่นที่เข้ามารบกวนได้ แต่โจทก์มีสิทธิหวงกันได้แต่ขณะตนเองยึดถือครอบครองอยู่เท่านั้น ดังนี้ เมื่อโจทก์อ้างว่าให้จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินพิพาทและจำเลยที่ 2 สามีของจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นเข้ายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะเป็นบริวารของจำเลยที่ 1 ผู้เช่า จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีสิทธิ ทำให้โจทก์ขาดการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ การครอบครองและอาศัยในที่ดินภายในนิคมสหกรณ์ ว. ของจำเลยที่ 2 แม้มิได้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ผู้ที่จะสามารถมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 รื้อถอนขนย้ายสิ่งปลูกสร้างและสิ่งอื่นออกไปจากที่ดินของนิคมได้ ยังเป็นอำนาจของอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มาตรา 18 อีกด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตาม ป.วิพ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 252
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.2 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.246 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.252 →
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ปลูกสร้างจากโจทก์ พร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดประโยชน์วันละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกไปจากที่ดินและส่งมอบการครอบครองที่ดินแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 2 พร้อมบริวารออกไปจากที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ให้จำเลยที่ 2 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 กันยายน 2563) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายวันละ 200 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 และบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาท และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เดิมนายบุญชู เป็นผู้ถือครองที่ดินในอำนาจควบคุมดูแลของกรมส่งเสริมสหกรณ์ โครงการนิคมสหกรณ์ ว. เลขที่ 43 เนื้อที่ 22 ไร่ 1 งาน 23 ตารางวา ที่พิพาท เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2554 นายบุญชูทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ในราคา 610,000 บาท จำเลยที่ 1 เป็นพี่ของโจทก์และเคยเป็นภริยาของจำเลยที่ 2 โดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2531 และจดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 จำเลยทั้งสองเคยครอบครองที่ดินพิพาทร่วมกัน แต่ปัจจุบันจำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองอยู่อาศัยและทำประโยชน์ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ซึ่งยกฟ้องยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในโครงการนิคมสหกรณ์ ว. จึงต้องถือว่าที่ดินในโครงการนิคมสหกรณ์ ว. ทั้งหมด เป็นที่ดินซึ่งรัฐบาลโดยกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นผู้มีอำนาจจัดที่ดินของรัฐ เพื่อให้ประชาชนได้มีที่ตั้งเคหสถานและประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่งในที่ดินนั้น โดยการตั้งเป็นนิคมตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 กับเมื่อได้จัดตั้งนิคมสหกรณ์ ว. แล้ว ย่อมเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งในการพิจารณาคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 35 ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนดเข้าเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์ และผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์จะเข้าทำประโยชน์ได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มาตรา 34 และมาตรา 36 แม้เดิมนายบุญชูได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ที่ดินพิพาท เลขที่ 43 เนื้อที่ 22 ไร่ 1 งาน 23 ตาราง แต่การที่นายบุญชูยังไม่ได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน แสดงว่านายบุญชูยังมิได้ปฏิบัติให้ครบถ้วน โดยการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินแล้วและได้เป็นสมาชิกนิคมมาเป็นเวลาเกินกว่าห้าปี ทั้งได้ชำระเงินช่วยทุนที่รัฐบาลได้ลงไปตามมาตรา 10 และชำระหนี้เกี่ยวกับกิจการของนิคมให้แก่ราชการเรียบร้อยแล้วอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งหมด จึงทำให้นายบุญชูยังไม่ได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ในที่ดิน เพื่อที่นายบุญชูจะสามารถนำหนังสือดังกล่าวไปเป็นหลักฐานในการขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มาตรา 11 ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นที่ดินของรัฐซึ่งมิได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใด ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 2 นายบุญชูย่อมไม่มีสิทธิที่จะนำที่ดินพิพาทไปจำหน่ายจ่ายโอนหรือส่งมอบสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่ได้รับมอบให้แก่บุคคลใดได้ การที่เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2554 นายบุญชูขายที่ดินพิพาทและส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์ โดยได้รับค่าตอบแทน 610,000 บาท จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และเสียเปล่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 แม้นายบุญชูได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และโจทก์ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์และปลูกต้นมะม่วงภายหลังซื้อมาก็ตาม แต่โจทก์มิใช่เป็นบุคคลที่คณะกรรมการได้พิจารณาคัดเลือกตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนดให้เข้าเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์และได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท การกระทำของโจทก์จึงเป็นเพียงการเข้าไปหาประโยชน์ ยึดถือ ครอบครอง ปลูกสร้าง ก่นสร้าง แผ้วถาง เผาป่า หรือทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายหรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดิน หรือทำให้เป็นอันตรายแก่ทรัพยากรธรรมชาติในที่ดินภายในเขตของนิคม โดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดี อันเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มาตรา 15 ซึ่งมีโทษตามมาตรา 41 ทั้งยังอาจเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้หรือกฎหมายว่าด้วยการทำเหมืองแร่อีกด้วย โจทก์จึงไม่สิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาท แม้ในระหว่างราษฎรด้วยกันโจทก์สามารถยกการยึดถือครอบครองก่อนยันคนอื่นที่เข้ามารบกวนได้ แต่โจทก์มีสิทธิหวงกันได้แต่ขณะตนเองยึดถือครอบครองอยู่เท่านั้น ดังนี้ เมื่อโจทก์อ้างว่าโจทก์ให้จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินพิพาทและจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นเข้ายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะเป็นบริวารของจำเลยที่ 1 ผู้เช่า จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีสิทธิเพราะเท่ากับเป็นการนำที่ดินของรัฐไปให้บุคคลอื่นเช่าเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยรัฐไม่ยินยอมและมีผลเป็นการมอบการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสอง ทำให้โจทก์ขาดการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ นอกจากนี้ การครอบครองและอาศัยในที่ดินภายในนิคมสหกรณ์ ว. ของจำเลยที่ 2 แม้มิได้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากมิใช่เป็นบุคคลที่คณะกรรมการได้พิจารณาคัดเลือกตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนดให้เข้าเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์ ว. และได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ให้เข้าทำประโยชน์ แต่ผู้ที่จะสามารถมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ต้องรื้อถอนขนย้ายสิ่งปลูกสร้างและสิ่งอื่นออกไปจากที่ดินของนิคมได้ ยังเป็นอำนาจของอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มาตรา 18 อีกด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 252 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์หรือจำเลยที่ 2 เป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทจากนายบุญชูตามที่ทั้งสองฝ่ายโต้เถียงกัน รวมทั้งฎีกาปลีกย่อยอื่นอีกเพราะไม่มีประโยชน์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | นาย อ. โจทก์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | (ปรีชา เชิดชู-อัจฉรา วริวงศ์-ณัฐพงศ์ ฐาปนาเนติพงศ์) |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดพิษณุโลก - นางพิมพ์ชนา รัฐศักดิ์นิชากุล |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | พ.544/2567 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา