⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8936/2568

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8936/2568

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การสละมรดกที่ยังไม่เกิดสิทธิในมรดกนั้น กฎหมายห้ามไว้ แต่การแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ได้ดำเนินการจัดการเสร็จสิ้นไปแล้ว หากทายาทไม่ติดใจเอาความภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด ถือว่าการจัดการมรดกนั้นสมบูรณ์และทายาทที่ฟ้องคดีภายหลังกำหนดเวลาดังกล่าวจะขาดอายุความ

ย่อคำพิพากษา

การสละมรดกนั้น ป.พ.พ. มาตรา 1619 บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดจะสละหรือจำหน่ายจ่ายโอนโดยประการใด ซึ่งสิทธิอันหากจะมีในภายหน้าในการสืบมรดกผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นไม่ได้ ส. บิดาโจทก์ถึงแก่ความตายก่อน พ. ประมาณ 1 เดือน การตกลงรับและมอบเงินให้ ส. บิดาโจทก์จึงเป็นการแบ่งเงินให้ก่อน พ. ถึงแก่ความตาย จะถือว่า ส. บิดาโจทก์สละมรดกของ พ. แล้วไม่ได้ การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของ พ. เป็นของตนเองและของจำเลยที่ 2 โดยยึดถือเอาข้อตกลงกันเองระหว่างทายาทซึ่งรวมถึง ส. บิดาโจทก์ด้วย และไม่มีทรัพย์มรดกอื่นของ พ. ที่จะต้องดำเนินการจัดแบ่งกันอีก จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินดังกล่าวในส่วนของตนเองที่ได้รับโอนมาร่วมยี่สิบปี โดยไม่มีทายาทคนใดทักท้วง จึงเป็นการจัดการมรดกเสร็จสิ้นไปแล้ว ถ้าทายาทอื่นหรือโจทก์เห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวข้างต้นไม่อาจใช้บังคับกันได้ และเห็นว่าจำเลยที่ 1 ยังมีหน้าที่ที่จะต้องจัดแบ่งที่ดินอันเป็นมรดกของ พ. ให้โจทก์ในฐานะทายาทของ ส. บิดาโจทก์ที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่ ส. บิดาโจทก์ และทายาทคนอื่น ๆ ด้วย การแบ่งปันทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในการจัดการมรดกนั้น โจทก์ต้องฟ้องภายในเวลาไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่การจัดการมรดกสิ้นสุดวันที่ 28 มีนาคม 2548 แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ย่อมขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง สำหรับจำเลยที่ 2 เป็นการฟ้องคดีที่พิพาทกันระหว่างทายาทที่มีสิทธิในทรัพย์มรดกด้วยกัน จึงเป็นคดีมรดก ทายาทอื่นหรือโจทก์ก็ต้องฟ้องเรียกมรดกในส่วนของตนเองเสียภายใน 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก เพราะมิฉะนั้นจะถูกห้ามมิให้นำคดีมาฟ้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง และในวรรคสี่ของบทบัญญัติดังกล่าวยังได้บัญญัติตัดบทไว้ว่า สิทธิเรียกร้องตามที่กล่าวมาในวรรคก่อน ๆ นั้น มิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย เมื่อ พ. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 จึงพ้นกำหนดสิบปี คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงขาดอายุความเช่นกัน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1619 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1733 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1748 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1754

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2675, 6487 และ 9624 กลับคืนสู่กองมรดกของนางพาหรือคำภา ให้กำจัดจำเลยทั้งสองมิให้รับมรดก และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางพาหรือคำภาแบ่งปันที่ดินโฉนดเลขที่ 2675, 6487 และ 9624 ให้แก่โจทก์ตามส่วนสัดในฐานะทายาทที่เป็นผู้รับมรดกแทนที่นายสงบ หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางพาหรือคำภา จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 2675, 6487 และ 9624 แปลงละ 1 ใน 5 ส่วน หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษานี้เป็นการแสดงเจตนาแทน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 7,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสองศาล รวม 1,800 บาท จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายสงบกับนางสุนทร นายสงบ นายรักชาติ นายพิภพ และจำเลยทั้งสอง รวม 5 คน เป็นบุตรนางพาหรือคำภา เจ้ามรดก นายสงบถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2543 ก่อนนางพาหรือคำภาซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 ก่อนถึงแก่ความตายนางพาหรือคำภามีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินรวม 3 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 2675, 6487 และ 9624 จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางพาหรือคำภาตามคำสั่งศาล ต่อมาเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2548 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางพาหรือคำภาได้จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 2675 และ 6487 ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ดินโฉนดเลขที่ 9624 ให้แก่ตนเอง คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า นายรักชาติและนายพิภพน้องชายจำเลยทั้งสองเป็นพยานจำเลยทั้งสองเบิกความว่า พยานทั้งสองและนายสงบบิดาโจทก์ได้รับเงินสดไปคนละ 50,000 บาท จึงสละสิทธิไม่รับมรดกของนางพาหรือคำภา จำเลยที่ 1 เบิกความว่า ตนเองเป็นผู้มอบเงินสดให้นายสงบบิดาโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้มอบเงินสดให้นายรักชาติและนายพิภพ ถ้านายรักชาติและนายพิภพไม่ได้รับเงินคนละ 50,000 บาท ไปตามที่เบิกความ พยานทั้งสองคงไม่ยินยอมให้จำเลยทั้งสองรับมรดกในส่วนที่เป็นที่ดินของนางพาหรือคำภาไปเพียง 2 คน เท่านั้น จึงน่าเชื่อว่า พยานทั้งสองและบิดาโจทก์ได้รับเงินสดไปจากจำเลยทั้งสองคนละ 50,000 บาท จริง การสละมรดกนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1619 ได้บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดจะสละหรือจำหน่ายจ่ายโอนโดยประการใด ซึ่งสิทธิอันหากจะมีในภายหน้าในการสืบมรดกผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นไม่ได้ นายสงบบิดาโจทก์ได้ถึงแก่ความตายก่อนนางพาหรือคำภาประมาณ 1 เดือน กล่าวคือ นายสงบบิดาโจทก์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2543 นางพาหรือคำภาถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 การตกลงรับและมอบเงินให้นายสงบบิดาโจทก์จึงเป็นการแบ่งเงินให้ก่อนนางพาหรือคำภาถึงแก่ความตาย จะถือว่านายสงบบิดาโจทก์สละมรดกของนางพาหรือคำภาแล้วไม่ได้ แต่การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้โอนที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของนางพาหรือคำภาเป็นของตนเองและของจำเลยที่ 2 โดยยึดถือเอาข้อตกลงกันเองระหว่างทายาทซึ่งรวมถึงนายสงบบิดาโจทก์ด้วยดังกล่าวข้างต้น และไม่มีทรัพย์มรดกอื่นของนางพาหรือคำภาที่จะต้องดำเนินการจัดแบ่งกันอีก จำเลยทั้งสองได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวในส่วนของตนเองที่ได้รับโอนมาร่วมยี่สิบปี โดยไม่มีทายาทคนใดทักท้วง จึงเป็นการจัดการมรดกเสร็จสิ้นไปแล้ว ถ้าทายาทอื่นหรือโจทก์เห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวข้างต้นไม่อาจใช้บังคับกันได้ และเห็นว่าจำเลยที่ 1 ยังมีหน้าที่ที่จะต้องจัดแบ่งที่ดินอันเป็นมรดกของนางพาหรือคำภาให้โจทก์ในฐานะทายาทของนายสงบบิดาโจทก์ที่มีสิทธิรับมรดกแทนที่นายสงบบิดาโจทก์ และทายาทคนอื่น ๆ ด้วย การแบ่งปันทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในการจัดการมรดกนั้น โจทก์ต้องฟ้องภายในเวลาไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่การจัดการมรดกสิ้นสุดวันที่ 28 มีนาคม 2548 แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ย่อมขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง สำหรับจำเลยที่ 2 เป็นการฟ้องคดีที่พิพาทกันระหว่างทายาทที่มีสิทธิในทรัพย์มรดกด้วยกัน จึงเป็นคดีมรดก ทายาทอื่นหรือโจทก์ก็ต้องฟ้องเรียกมรดกในส่วนของตนเองเสียภายใน 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก เพราะมิฉะนั้นจะถูกห้ามมิให้นำคดีมาฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง และในวรรคสี่ของบทบัญญัติดังกล่าวยังได้บัญญัติตัดบทไว้ว่า ถึงอย่างไรก็ดี สิทธิเรียกร้องตามที่กล่าวมาในวรรคก่อน ๆ นั้น มิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย เมื่อนางพาหรือคำภาถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 จึงพ้นกำหนดสิบปี คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงขาดอายุความเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า การแบ่งปันทรัพย์มรดกไม่ชอบจึงถือว่าการจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้นนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8936/2568 นางสาว ร. โจทก์ นาง บ. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาว ร. · จำเลย - นาง บ. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประคอง เตกฉัตร · จุฑามาศ วงศ์ศิวะวิลาส · สาธุ เพ็ชรไชย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ - นางสาวบุณยกาญจน์ อินทรบุตร · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายเชาวลิต ชูรัศมี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.258/2568

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1200/2523ฎีกา 406/2510ฎีกา 621/2519ฎีกา 943/2513ฎีกา 1368/2510ฎีกา 94/2493ฎีกา 1766-1767/2492ฎีกา 8371/2557ฎีกา 994/2485ฎีกา 8460/2558ฎีกา 58/2531ฎีกา 721/2479ฎีกา 2660/2545ฎีกา 3994/2540ฎีกา 1028/2564ฎีกา 192/2485ฎีกา 3568/2548ฎีกา 8430/2547ฎีกา 1251/2493ฎีกา 2792/2535ฎีกา 159/2513ฎีกา 247/2541ฎีกา 909/2492ฎีกา 987/2485
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา