คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1545/2482
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบุกรุก แต่กลับรับว่าจำเลยครอบครองที่ดินโดยอาศัยอำนาจสัญญาซื้อขาย ถือเป็นฟ้องที่ไม่มีมูลคดี เพราะไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
ฟ้องว่าจำเลยบุกรุก แต่โจทก์กลับรับว่าจำเลยครอบครองที่นั้นโดยอาศัยอำนาจสัญญาซื้อขาย เป็นฟ้องที่ไม่มีมูลคดีที่จะว่ากล่าวเอากับจำเลย เพราะไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปปลูกบ้านและส้วมในที่ดินของโจทก์ ขอให้ศาลขับไล่
ในวันพิจารณาคู่ความรับกันว่า ที่พิพาทนี้ สามีโจทก์ได้ทำหนังสือสัญญาขายให้จำเลยและมอบที่ดินให้จำเลยครอบครองตลอดมา
ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์สละสิทธิ์การครอบครองตามมาตรา ๑๓๗๗ และไม่ยึดถือที่ดินรายนี้ต่อไป ฉะนั้นเมื่อจำเลยเข้าครอบครองตามสัญญาซื้อขายจึงได้สิทธิ์ แม้จะมิได้จดทะเบียนก็ตาม จึงพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกเข้ามาปลูกโรงเรียนในที่ดินของโจทก์ขอให้ขับไล่ ครั้นถึงวันนัดพิจารณาโจทก์กลับรับโดยปริยายว่าไม่มีการบุกรุกจริงดังข้อต่อสู้ ของจำเลย เมื่อเช่นนี้ฟ้องโจทก์ก็ไม่มีมูลคดีที่จะว่ากล่าวเอากับจำเลยอย่างไร เพราะไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย จึงพิพากษายืนตามศาลล่างทั้ง ๒ ให้ยกฟ้องโจทก์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1545/2482
นางคำแปง มั่งมูล โจทก์
นายแสน พงษ์พันธ์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางคำแปง มั่งมูล · จำเลย - นายแสน พงษ์พันธ์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | นิติศาสตร์ · พลางกูร · เทฟโนต์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลชั้นต้น - นายวิเชียร เศวต+ · ศาลอุทธรณ์ - พระยาภัทรนาวิกฯ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา