คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 759/2491
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. เมื่อทายาทตกลงแบ่งทรัพย์มรดกกันแล้ว แต่ยังไม่ได้แบ่งปันกัน ทายาทแต่ละคนยังคงเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดกนั้น
2. ทายาทอาจตกลงห้ามมิให้เรียกให้แบ่งทรัพย์มรดกได้ แต่จะห้ามได้เพียงคราวละสิบปี เมื่อพ้นกำหนดสิบปีแล้ว ทายาทมีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์มรดกได้เสมอ
ย่อคำพิพากษา
เมื่อเจ้ามฤดกตายแล้ว ผู้รับมฤดกได้ทำสัญญาตกลงแบ่งทรัพย์กันคนละส่วน แต่ยังไม่ได้แบ่งปันกัน และมอบเงินประกันการค้าน้ำมันกับบริษัทน้ำมัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองมฤดก ให้อยู่ในความควบคุมดูแลของจำเลย ดั่งนี้ ถือว่าทายาทต่างยังเป็นเจ้าของรวมในเงินประกันนั้น จะนำมาตรา 1754 ป.พ.พ.มาใช้บังคับไม่ได้
ป.พ.พ.มาตรา 1748 วรรค 2 บัญญัติว่า สิทธิที่จะเรียกให้แบ่งทรัพย์มฤดกตามวรรคก่อนจะตัดโดยนิติกรรมเกินคราวละสิบปีไม่ได้นั้น หมายความว่าทายาทจะทำความตกลงกันห้ามไม่ให้ใครเรียกให้แบ่งทรัพย์มฤดกก็ย่อมทำได้ แต่ในการที่จะทำนิติกรรมห้ามเรียกแบ่งทรัพย์มฤดกนั้น จะห้ามได้แต่เพียงคราวละสิบปี เมื่อพ้นกำหนด 10 ปีแล้ว ทายาทย่อมมีสิทธิจะเรียกให้แบ่งได้เสมอตามทรัพย์สิทธิของเขา จะแปลกลับเป็นว่า ทายาทจะเรียกให้แบ่งทรัพย์ไม่ได้ เมื่อเกินสิบปีแล้วนั้น ไม่ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
ได้ความว่า โจทก์จำเลยเป็นบุตรขุนจำนงค์ฯ และนางฉุ้นมารดา เมื่อขุนจำนงค์ตายแล้ว โจทก์จำเลยและทายาทได้ทำสัญญาเกี่ยวกับมฤดกขึ้นฉะบับหนึ่ง เอาการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงของบริษัทเอเซียติ๊ก ปิโตรเลียมเป็นของกองมฤดก คือกองมฤดกได้เป็นเอเย่นต์บริษัทมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๗๑ โดยบริษัทเรียกเงินประกัน ๕๐๐๐ เหรียญสิงคโปร์ คิดเป็นเงินไทย ๖๒๕๐ บาท และบริษัทเช่าโกดังเก็บน้ำมันของกองมฤดก ๑ หลัง การเป็นเอเย่นต์จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงได้เลิกเมื่อเกิดสงครามเอเซีย พ.ศ.๒๔๘๔ โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินกองมฤดกเกี่ยวกับการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งโจทก์มีสิทธิ ๑ ใน ๕ ส่วน ของเงินค่าประกันดอกเบี้ย ค่าเช่ากุดัง เป็นเงินจำนวน ๕๐๘๖ บาท ๗๕ สตางค์ จำเลยให้การรับว่าเงินประกันและกุดังเป็นของกองมฤดก แต่จำเลยไม่เคยรับเงินประกันดอกเบี้ยและค่าเช่ากุดังเลย ต่อสู้ว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้จัดการมฤดก คดีขาดอายุความแล้ว ได้ยื่นคำร้องเพิ่มเติมคำให้การว่า จำเลยครอบครองมฤดกเกินสิบปีแล้ว
ศาลชั้นต้นฟังว่า เงินประกันและกุดังเป็นของกองมฤดก ดอกเบี้ยเงินประกันและค่าเช่ากุดังเป็นของจำเลย พิพากษาให้จำเลยนำเงินค่าประกัน ๕๐๐๐ เหรียญ คิดเป็นเงินไทย ๖๒๕๐ บาท มาวางศาล หักค่าธรรมเนียมทนายทั้งสองฝ่ายเหลือเท่าใด จ่ายให้โจทก์ ๑ ใน ๕ นอกนั้นคืนจำเลยไป
โจทก์จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า ให้จำเลยนำเงิน ๕๐๐๐ เหรียญสิงคโปร์หรือเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนในขณะที่จำเลยนำมาชำระหนี้มาวางศาล นอกนั้นยืนตาม
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยฎีกาว่า โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์มฤดกจากจำเลยเกิน ๑๐ ปี ย่อมขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อขุนจำนงค์ฯตาย ทายาทได้ทำหนังสือสัญญาลงวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๔๗๔ ตกลงแบ่งทรัพย์มฤดกเป็น ๕ ส่วน แต่ยังมิได้แบ่งกันและมอบเงินประกัน ๕๐๐๐ เหรียญให้อยู่ในควบคุมดูแลของจำเลย โดยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกองมฤดก ดั่งนี้ ทายาททั้งห้าจึงเป็นเจ้าของรวมกันในเงิน ๕๐๐๐ เหรียญ หากแต่ให้จำเลยเป็นผู้จัดการควบคุมดูแล จะนำเอา ป.พ.พ.มาตรา ๑๗๕๔ มาใช้บังคับไม่ได้ จำเลยยกมาตรา ๑๗๔๘ วรรค ๒ นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ความวรรคนี้มีว่า "สิทธิที่จะเรียกให้แบ่งทรัพย์มฤดกตามวรรคก่อน จะตัดโดยนิติกรรมเกินคราวละ ๑๐ ปีไม่ได้ ซึ่งหมายความว่า ทายาทจะทำความตกลงกันห้ามไม่ให้ใครเรียกให้แบ่งทรัพย์มฤดกก็ย่อมทำได้ แต่ในการที่จะทำนิติกรรมห้ามเรียกแบ่งทรัพย์มฤดกนั้น จะห้ามได้แต่เพียงคราวละสิบปี เมื่อพ้นกำหนดสิบปีแล้ว ทายาทย่อมมีสิทธิจะเรียกให้แบ่งได้เสมอตามทรัพย์สินของเขา ที่จำเลยจะแปลกลับเป็นว่า ทายาทจะเรียกให้แบ่งทรัพย์ไม่ได้ เกินสิบปีแล้วจึงไม่ถูกต้อง
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 759/2491
นายกิจจา กุลวานิช โจทก์
นายจีเอียน กุลวานิช จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายกิจจา กุลวานิช · จำเลย - นายจีเอียน กุลวานิช |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ประมูล สุวรรณศร · เลขวณิชธรรมวิทักษ์ · มนูภันย์วิมลสาร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลชั้นต้น - นานยุ้ย อาตมียะนันท์ · ศาลอุทธรณ์ - หลวงจักรปาณีศรีศิลป์วิสุทธิ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา