คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 643/2494
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่หน่วยงานหนึ่งมีอำนาจควบคุมดูแลอีกหน่วยงานหนึ่ง ไม่ถือว่าหน่วยงานที่ถูกควบคุมเป็นตัวแทนของหน่วยงานที่ควบคุมโดยอัตโนมัติ
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องกรรมการผู้จัดการสำนักงานกลางบริษัทจังหวัดเป็นจำเลยที่ 1 กระทรวงพาณิชย์เป็นจำเลยที่ 2 โดยบรรยายอำนาจและหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในสำนักงานกลางบริษัทจังหวัดและบรรยายว่าจำเลยที่ 2 เป็นกระทรวงควบคุมกิจการสำนักงานนี้ โจทก์ได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ 1 ให้จัดการขนส่งน้ำตาลในกิจการ ของสำนักงานกลางบริษัทจังหวัดจากต่างจังหวัดมากรุงเทพฯ โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าจ้างและเงินที่โจทก์ได้จ่ายเงินส่วนตัวทดรองไปก่อนจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ดังนี้ มิได้หมายความว่าโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นตัวแทนจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด การที่โจทก์กล่าวถึงจำเลยที่ 2 ว่าเป็นผู้ควบคุมกิจการของสำนักงาน ไม่พอที่จะให้ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทน ฉะนั้นแม้ภายหลังโจทก์จะถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 เสียจำเลยที่ 1 ก็ย่อมถูกฟ้องให้รับผิดตามฟ้องโจทก์ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีนี้ เดิมโจทก์ฟ้องจำเลย ที่ ๑ ที่ ๒ กล่าวว่า จำเลยที่ ๑ เป็นกรรมการผู้จัดการสำนักงานกลางบริษัทจังหวัด มีหน้าที่ดำเนินกิจการและรับผิดชอบในกิจการของสำนักงานกลางบริษัทจังหวัดด้วย มีหน้าที่เรียกร้องและชำระหนี้สินของสำนักงานกลางบริษัทจังหวัด ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นกระทรวงในรัฐบาลควบคุมกิจการของสำนักงานกลางบริษัทจังหวัด ส่วนโจทก์เป็นลูกจ้างของสำนักงานกลางบริษัทจังหวัดภายใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ ๑ ในตำแหน่งหัวหน้ากองค้า มีหน้าที่เกี่ยวกับการขนส่งในกิจการของสำนักงานกลางบริษัทจังหวัดด้วย
เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม ๒๔๘๔ โจทก์ได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ ๑ ให้จัดการขนส่งน้ำตาลในกิจการของสำนักงานกลางบริษัทจังหวัดจากต่างจังหวัดมากรุงเทพฯ รวมทั้งได้รับมอบให้ว่าจ้างบุคคลภายนอกช่วยทำการขนส่ง ตลอดจนการจ่ายค่าจ้างให้แก่บุคคลผู้รับจ้าง ในการนี้โจทก์ได้จ่ายเงินส่วนตัวทดรองในกิจการขนส่งน้ำตาลเป็นเงิน ๑๕,๕๒๑ บาท ๗๕ สตางค์
โจทก์ยังไม่ได้รับเงินค่าจ้างตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงสิงหาคม ๒๔๘๙ ขอให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ร่วมกันชำระเงินทดรองและเงินค่าจ้างให้แก่โจทก์เป็นเงิน ๒๐,๑๐๖ บาท ๗๕ สตางค์พร้อมทั้งดอกเบี้ย
ต่อมาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ศาลอนุญาต
ศาลแพ่งพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่าโจทก์มิได้ฟ้องจำเลยให้รับผิดในฐานะเป็นตัวแทนผู้ใด และโจทก์ได้จ่ายเงินทดรองไปจริง พิพากษาให้จำเลยใช้เงิน ๑๕,๕๒๑.๗๕ บาท
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ให้รับผิดฐานเป็นตัวแทนจำเลยที่ ๒ เมื่อปรากฎตัวการคือ จำเลยที่ ๒ แล้วจำเลยที่ ๑ ก็ไม่ต้องรับผิด ฉะนั้นเมื่อโจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ไปเสียแล้ว ผู้ที่จะต้องรับผิดตามคำฟ้องก็ไม่มี จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ฟ้องโจทก์ในคดีนี้ได้บรรยายถึงอำนาจและหน้าที่จำเลยที่ ๑ ในสำนักงานกลางบริษัทจังหวัด และบรรยายว่าจำเลยที่ ๒ เป็นกระทรวง ควบคุมกิจการสำนักงานนี้ มิได้มีปรากฎว่าโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ในฐานะเป็นตัวแทนจำเลยที่ ๒ แต่อย่างใด การที่โจทก์กล่าวถึงจำเลยที่ ๒ ว่าเป็นผู้ควบคุมกิจการสำนักงาน ไม่พอที่จะให้ถือว่าจำเลยที่ ๑ เป็นตัวแทน
ส่วนจำเลยที่ ๑ ผู้มีหน้าที่จัดการสำนักงานกลางบริษัทจังหวัดและเป็นประธานกรรมการผู้ชำระบัญชีด้วยกัน ก็ย่อมจะถูกฟ้องเป็นจำเลยได้ เพราะไม่มีกฎหมายบทใดยกเว้นให้ไว้ ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น
จึงพิพากษา ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยความรับผิดของจำเลย แล้วพิพากษาใหม่
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 643/2494
นายอารีย์ ตันติเวชกุล โจทก์
หลวงเชวงศักดิ์สงคราม ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการและประธานกรรมการ
ผู้ชำระบัญชีสำนักงานกลางบริษัทจังหวัดที่ 1, กระทรวงพาณิชย์โดยนายเตือน
บุนนาครัฐมนตรีว่าการที่ 2 จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายอารีย์ ตันติเวชกุล · ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการและประธานกรรมการ - หลวงเชวงศักดิ์สงคราม · กระทรวงพาณิชย์โดยนายเตือน - ผู้ชำระบัญชีสำนักงานกลางบริษัทจังหวัดที่ 1, · จำเลย - บุนนาครัฐมนตรีว่าการที่ 2 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ธรรมบัณฑิต · ลัดพลีธรรมประคัลภ์ · นนทปัญญา |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายเชื้อ คงคากุล · ศาลอุทธรณ์ - นายชวน สิงหลกะ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา