คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1556/2497
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การเช่าสถานที่เพื่อเป็นที่อยู่ของพนักงานของนิติบุคคล ถือเป็นกิจการส่วนหนึ่งเพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ในทางการค้าของนิติบุคคล จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายที่คุ้มครองผู้เช่า
* คำให้การที่ไม่ปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์โดยตรง ถือว่าจำเลยยอมรับข้ออ้างนั้น และโจทก์ไม่จำเป็นต้องสืบพยานพิสูจน์ข้ออ้างดังกล่าว
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากโกดังโดยกล่าวว่า จำเลยได้เช่าโกดังจากเจ้าของเดิม ครบอายุสัญญาเช่าแล้วโจทก์ได้ซื้อโกดังจากเจ้าของเดิม ดังนี้จำเลยย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองจาก พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ฯ และโจทก์ฟ้องจำเลยได้โดยอาศัยอำนาจทางกรรมสิทธิ์เป็นหลัก ไม่ได้อาศัยสัญญาเช่า
นิติบุคคลเช่าสถานที่ให้พนักงานของนิติบุคคลอยู่ ย่อมถือว่าเป็นกิจการส่วนหนึ่งเพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ในทางการค้าของนิติบุคคล จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ฯ
อ้างฎีกาที่ 82/2494 จำเลยให้การว่า โจทก์ได้ทำสัญญาซื้อทรัพย์สินรายนี้จริงหรือไม่จำเลยไม่ทราบ ดังนี้ถือว่าไม่ใช่คำให้การปฏิเสธ จึงไม่มีประเด็นที่โจทก์จะต้องสืบถึงความข้อนี้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้เช่าตึกโกดังจากสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีมีกำหนด ๑ ปี ต่อมาเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าแล้ว โจทก์ได้ซื้อที่ดินรวมทั้งโกดังรายนี้จากสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี และแจ้งให้จำเลยทราบการซื้อขายแล้ว โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลย ๆ และบริวารไม่ยอมออกจากตึกโกดัง จึงขอให้ศาลบังคับ
จำเลยให้การว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะสัญญาเช่าใช้ไม่ได้ตาม ก.ม. จำเลยยังมีอำนาจเช่าอยู่ต่อไป และจำเลยได้รับความคุ้มครองตามพ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากตึกพิพาท
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยโดยอาศัยอำนาจทางกรรมสิทธิเป็นหลัก การที่โจทก์อ้างสัญญาเช่ามาในคำฟ้องเพื่อแสดงพฤติการณ์ที่จำเลยได้เข้าอยู่ในที่เช่าโดยการเช่าจากเจ้าของเดิม แม้สัญญาเช่าจะไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ครบถ้วน บัดนี้ไม่มีสิทธิที่จะอยู่ต่อไป เพราะสัญญาเช่าสิ้นอายุและมิได้ต่ออายุสัญญาเช่าเดิมนั้น กับจำเลยไม่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่าหาใช่อาศัยอำนาจตามสัญญาเช่าเป็นหลักในการขอขับไล่ไม่
จำเลยฎีกาว่า จำเลยเช่าสถานที่เช่าให้พนักงานของจำเลยอยู่อาศัย ย่อมได้รับความคุ้มครองตามพ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ฯนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยเป็นนิติบุคคลประกอบธุระกิจการค้าเช่าสถานที่ให้พนักงานของจำเลยอยู่อาศัย ย่อมถือได้ว่าเป็นกิจการส่วนหนึ่งเพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ในทางการค้าของจำเลยนั่นเอง การเช่าจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ฯ
ส่วนฎีกาอีกข้อหนึ่งศาลฎีกาเห็นว่าในคดีแพ่งถ้าจำเลยประสงค์จะต่อสู้ในข้อใด จำเลยจะต้องกล่าวในคำให้การโดยชัดแจ้งพร้อมทั้งเหตุผล ตาม ป.วิ.แพ่ง ม.๑๗๗ วรรค ๒ คดีนี้จำเลยให้การว่าโจทก์ได้ทำสัญญาซื้อทรัพย์สินรายนี้จริงหรือไม่ จำเลยไม่ทราบดังนี้ถือว่าไม่ใช่คำให้การปฏิเสธ จึงถือว่าไม่มีข้อต่อสู้ในคำให้การของจำเลยอันเป็นประเด็นที่โจทก์จะต้องนำสืบ จึงพิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1556/2497
นายร้อยตำรวจโหสุริยน ไรวา โจทก์
บริษัทพาราฯ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายร้อยตำรวจโหสุริยน ไรวา · จำเลย - บริษัทพาราฯ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ชวน สิงหลกะ · เลขวณิชธรรมวิทักษ์ · เลขวณิชธรรมวิทักษ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแขวงพระนครใต้ - นายเสลา หันพานนท์ · ศาลอุทธรณ์ - หลวง+ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา