คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1884/2497
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การรับบุตรบุญธรรมโดยบุคคลที่อายุไม่ครบ 30 ปี ไม่ถือเป็นการให้สัตยาบันเมื่อบุตรบุญธรรมมีอายุเกิน 30 ปีในภายหลัง และศาลมีอำนาจอนุญาตให้จำเลยแก้คำให้การภายหลังวันชี้สองสถานได้ในกรณีที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน.
ย่อคำพิพากษา
บุคคลที่อายุไม่ครบ 30 ปี (29 ปี 6 เดือน ) จดทะเบียนรับบุคคลอื่นเป็นบุตรบุญธรรมย่อม+ แม้บุคคลนั้นจะมีชีวิตมาจนถึงแก่กรรมนับอายุได้เกิน 30 ปี แล้วก็ไม่ถือว่าเป็นการให้สัตยาบันเพราะไม่ใช่กรณีที่กฎหมายให้สัตยาบันได้
เกี่ยวกับกำหนดอายุของบุคคลที่จะรับบุตรบุญธรรมนี้เป็นเรื่องความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจอนุญาตให้จำเลยแก้คำให้การภายหลังวันชี้สองสถานแล้วได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องและเพิ่มเติมฟ้องว่านางนันทาได้จดทะเบียนรับเด็กหญิงอนุรีย์เป็นบุตรบุญธรรม บัดนี้นางนันทาได้ถึงแก่กรรมแล้วมีทรัพย์มรดกราคาประมาณ ๗๘,๖๐๐.๒๖ บาท เด็กหญิงอนุรีย์มีสิทธิจะได้รับมรดก ๑ ใน ๓ ส่วนและขอแบ่งมรดกที่ดินโฉนดที่ ๑๐๑๓๒ ตำบลสามเสนในอีก ๑ ใน ๓ ของราคาครึ่งหนึ่งจากที่ดินนั้น
จำเลยต่อสู้ว่าการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมนั้นเป็นโมฆะ และต่อสู้อย่างอื่นอีกหลายประการ
หลังจากวันชี้สองสถานแล้วจำเลยร้องขอแก้ไขคำให้การว่า ขณะนางนันทาจดทะเบียนรับเด็กหญิงอนุรีย์เป็นบุตรบุญธรรม นางนันทาอายุไม่ครบ ๓๐ ปี จึงเป็นโมฆะโจทก์คัดค้านว่าไม่ควรอนุญาตตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๐
ศาลแพ่งเห็นว่า เรื่องอายุของบุคคลที่จะรับบุตรบุญธรรมนั้นเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน อายุนางนันทายังขาดอีก ๖ เดือนจึงจะครบ ๓๐ ปี การจดทะเบียนรับโจทก์เป็นบุตรบุญธรรมของนางนันทาเป็นโมฆะเด็กหญิงอนุรีย์โจทก์ไม่อยู่ในฐานะเป็นบุตรบุญธรรมอันชอบด้วยกฎหมายของนางนันทาผู้ตาย ไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาส่วนแบ่งมรดก พิพากษายกฟ้องโจทก์
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ผู้พิพากษานายหนึ่งทำความเห็นแย้งว่า จำเลยยื่นคำร้องขอแก้คำให้การภายหลังวันชี้สองสถาน เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๐ คดีไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลแพ่งไม่ควรสั่งอนุญาต และว่าการรับบุตรบุญธรรมเพียงทำไม่ถูกต้องครั้งหนึ่ง ต่อมาทำถูกต้องย่อมไม่เป็นโมฆะ เมื่ออนุมานได้ว่าใด้สัตยาบันแล้ว ควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาต่อไป
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๕๘๒ กำหนดว่า " บุคคลผู้มีอายุไม่ต่ำกว่า ๓๐ ปี จะรับบุคคลผู้อื่นเป็นบุตรบุญธรรมก็ได้ "ที่กฎหมายกำหนดอายุบุคคลผู้จะรับบุตรบุญธรรมไว้เช่นนี้ เพราะถือว่าบุคคลผู้มีอายุครบ ๓๐ ปีขึ้นไปย่อมมีความรู้สึกผิดชอบพอในการที่จะรับผู้ที่ไม่ใช่สายโลหิตของตนเข้ามามีสิทธิเท่าเทียมกับบุตรซึ่งกำเหนิดในครอบครัวแห่งวงศ์สกุลของตน กฎหมายจึงคุ้มครองป้องกันบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดอายุผู้รับบุตรบุญธรรมไว้ตั้งแต่ ๓๐ ปีขึ้นไปเช่นนี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ส่วนข้อที่อ้างว่านางนันทาได้มีชีวิตมาจนถึงแก่กรรมเกิน ๓๐ ปี เท่ากับเป็นการให้สัตยบันอยู่ในตัวนั้นก็เห็นว่า เมื่อการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมเป็นโมฆะแล้วการนั้นก็ไม่อาจให้สัตยาบันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๔
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1884/2497
ด.ญ.อนุรีย์ ประภาศิริ โดยนางโอเรศ นายานุเคราะห์ ผู้แทนฉะเพาะคดี โจทก์
พันเอก ประภาคาร กาญจนาคม จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ด.ญ.อนุรีย์ ประภาศิริ โดยนางโอเรศ นายานุเคราะห์ ผู้แทนฉะเพาะคดี · จำเลย - พันเอก ประภาคาร กาญจนาคม |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | วิเทศจรรยารักษ์ · ประมูล สุวรรณศร · ดุลยทรรศน์ปฏิภาณ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายเสนอ บุณยเกียรติ · ศาลอุทธรณ์ - หลวงวุฒิธรรมเนติกร+ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา