คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 923/2497
ย่อคำพิพากษา
ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับพิจารณา
ลำเหมืองชลประทานซึ่งเป็นที่สาธารณะเมื่อบุคคลใดได้รัอนุญาตจากเจ้าพนักงานให้ขุดบุคคลนั้นย่อมมีสิทธิในลำเหมืองที่ตนขุดดีกว่าบุคคลอื่น ๆ
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทย์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิและทำประโยชน์ในเนื่อที่นาจำนวน ๑๓๗ ไร่ซึ่งอยู่ระหว่างห้วยแม่เฮิมและห้วยคำ ตำบลสบสาย อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ โจทก์ได้ขออนุญาตต่อคณะกรมการอำเภอสูงเม่นขุดเหมืองฝายจากลำห้วยแม่เฮิมลงสู่ที่โจทก์ คณะกรมการอำเภอได้อนุญาตแล้ว จำเลยได้ขุดดินถมลำเหมืองอักษรหมาย ก.สีแดงในแผนที่ท้ายฟ้อง โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยให้ค่าเสียหาย ๔,๐๐๐ บาท และรื้อลอกลำเหมืองให้อยู่ในสภาพเดิม หรือชดใช้ค่ารื้อ ๔๐๐ บาทต่อมาโจทก์ขอสอบฟ้องเฉพาะนายคำ ศาลอนุญาต ส่วนนายสาน นายบังมา นายปี๋ นายจู ขาดนัดยื่นคำให้การ
ต่อมานายคำ นายบุญนายชัด นายตัน ร้องสอดขอเข้าเป็จำเลยต่อสู้คดีกับโจทก์ ศาลสั่งอนุญาต จำเลยต่อสู้หลายประการและตัดฟ้องว่า โจทก์ไม่ไซ่ผู้เสียหาย
ในการพิจารณาโจทก์จำเลยรับข้อเท็จจริงกันว่า เดิมเหมืองรายพิพาทอักษร ก. โจทก์ได้รับอนุญาตให้ขุดขึ้นได้ตามคำอนุญาตของคณะกรมการอำเภอสูงเม่น ซึ่งสั่งโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.กาลชลประทานราษฎร ต่อมามีผู้ร้องต่อจังหวัดขอให้ระงับ คณะกรมการจังหวัดสั่งให้ประชุมราษฎรออกเสียงตาม พ.ร.บ.การชลประทานราษฎร พ.ศ.๒๔๘๒ มาตรา ๒๒ ราษฎรข้างมากไม่ยอมให้ขุดเหมืองหมาย ก. ทางอำเภอจึงสั่งห้ามโจทก์ดำเนินการขุดต่อไป ต่อมานายยศโจทก์ได้ยื่นคำร้องฝ่ายเดียวต่อศาลจังหวัดแพร่ ๆ มีคำสั่งเมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๔๙๓ว่าการที่คณะกรมการจังหวัดสั่งให้คณะกรมการอำเภอปฏิบัติไปตาม พ.ร.บ.การชลประทาน พ.ศ.๒๔๘๒ มาตรา ๒๒ นั้นไม่ชอบ เพราะเหมืองฝ่ายรายพิพาทนี้เป็นการชลประทานหรือเหมืองฝ่ายส่วนบุคคล อำเภอและจังหวัดไม่มีอำนาจ คำสั่งจึงไม่มีผลบังคับได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ครั้นต่อมาวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๔๙๔ ฝ่ายจำเลยได้เข้าถมเหมืองพิพาทหมายอักษรร ก. โจทก์จึงฟ้องส่วนเรื่องค่าเสียหาย ๔,๐๐๐ บาท และค่าขุดลอกเหมือง ๔๐๐ บาท โจทก์ขอถอนไปเพื่อศาลจะได้ชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายที่ได้โต้งเถียงกัน
ศาลจังหวัดแพร่วินิจฉัยว่า เหมืองฝายหมายอักษร ก.เป็นเหมืองชลประทานส่วนบุคคล ตาม พ.ร.บ.การชลประทานราษฎรมาตรา ๔ และคณะกรมการอำเภอได้สั่งอนุญาตให้โจทก์กับพวกขุดเหมืองรายนี้ได้ตามมาตรา ๗ แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิในเหมืองรายพิพาท การที่ทางจังหวัดสั่งให้ระงับการขุดเหมืองโดยอาศัยเสียงข้างมากตามมาตรา ๒๒ (ก) นั้น ศาลได้เคยวินิจฉัยไว้จนถึงที่สุดแล้วว่าเป็นโมฆะ เมื่อคำสั่งของจังหวัดอำเภอเป็นโมฆะแล้วคำสั่งที่อนุญาตให้ขุดเหมืองลงวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๔๙๑ ก็ยังคงสมบูรณ์อยู่ตามเดิม สิทธิ+โจทก์ยังคงมีอยู่ พิพากษาให้โจทก์ชนะคดี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกาคัดค้านว่าเหมืองที่โจทก์ขุดล้ำเข้ามาในลำเหมืองแม่เฮิม ซึ่งเป็นเหมืองชลประทานส่วนราษฎร ฉะนั้นจะเรียกว่าเหมืองของโจทก์เป็นชลประทานส่วนบุคคลไม่ได้ควรต้องบังคับตามกฎหมายว่าด้วยการชลประทานส่วนราษฎร ที่ที่โจทก์ขุดเป็นที่สาธารณะ โจทก์ขุดเข้ามาในลำเหมืองแม่เฮิมแม้โจทก์จะได้รับอนุญาตแต่เดิม ต่อมาทางอำเภอก็มีคำสั่งห้ามไม่ให้โจทก์ขุดแล้ว เมื่อการขุดของโจทก์ทำให้จำเลยเสียหายจำเลยย่อมมีสิทธิป้องกันรักษรสิทธิของจำเลยไว้ได้ เมื่อโจทก์กระทำการโดยมิชอบ และจำเลยเข้าขัดขวาง โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย
ศาลฎีกาเห็นว่าที่จำเลยยกขึ้นกล่าวในฎีกาของตนว่าเหมืองหมาย ก. ขุดล้ำเข้ามาในลำเหมืองแม่เฮิม ซึ่งเป็นเหมืองชลประทานส่วนราษฎรจึงควรใช้กฎหมายว่าด้วยการชลประทานส่วนราษฎรบังคับแก่ลำเหมืองที่โจทก์ขุดด้วยนั้น เห็นว่าจำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นใหม่เกี่ยวกับสภาพแห่งลำเหมืองรายพิพาทนี้ ซึ่งไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแต่ศาลชั้นต้นจึงไม่รับพิจารณา คดีต้องฟังว่าลำเหมืองรายพิพาทเป็นการชลประทานส่วนบุคคล ดั่งที่ศาลล่างทั้งสองไว้วินิจฉัยมาแล้ว นอกจากนี้ศาลจังหวัดแพร่ยังได้วินิจฉัยเป็นยุติธรรมมาแล้วในคดีแดงที่ ๕๓/๒๔๙๓ ว่าคำสั่งของคณะกรมการอำเภอที่ให้โจทก์ระงับการขุดเหมืองนั้นเป็นโมฆะ คำสั่งให้โจทก์ระบังการขุดเหมืองนั้นไม่มีผลและคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ขุดเหมืองแต่เดิมนั้นยังคงให้ได้ตาม พ.ร.บ.การชลประทานราษฎร พ.ศ.๒๔๘๒ บุคคลอาจขุดเหมืองชลประทานส่วนบุคคลเพื่อระบายน้ำเข้าในที่ของตนซึ่งมีเนื้อที่ไม่เกิน ๒๐๐ ไร่เช่นในกรณีของโจทก์นี้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าพนักงานด้วยซ้ำอนึ่งแม้โจทก์จะขุดในที่สาธารณณะ เมื่อปรากฎว่าได้ขุดโดยได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานซึ่งคำสั่งนั้นยังใช้ได้อยู่ดังกล่าวข้างต้น โจทก์ก็มีสิทธิในลำเหมืองที่ตนขุดดีเท่าบุคคลอื่น ๆ ถ้าจำเลยถือว่าตนเสียหาย ก็ต้องว่ากล่าวร้องฟ้องโจทก์ตามกฎหมายหรือร้องเรียนระงับความเสียหายของคนตามมาตรา ๕,๖,๙, และ ๑๐ ของ พ.ร.บ.การชลประทานราษฎร พ.ศ.๒๔๘๒ หาใช่จะใช้อำนาจเข้าถมลำเหมืองที่โจทก์ขุดเสียเองดังนี้ได้ไม่
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 923/2497
นายยศ เดือนดาวที่ 1, นายตา เวียงอินที่ 2, นายก๋า สมจิตรที่ 3, นายจันดา
เทพจันที่ 4, นางเขียว สินทรัพย์ที่ 5, นายอ่วม เวียงอินที่ 6, นายสาร เทพจันที่
7, นายหยุย แสงสร้อยที่ 8, นายวงเทพจันที่ 9, นายกัน ประสานจิตร์ที่ 10,
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | นายจันดา - นายยศ เดือนดาวที่ 1, นายตา เวียงอินที่ 2, นายก๋า สมจิตรที่ 3, · เทพจันที่ - เทพจันที่ 4, นางเขียว สินทรัพย์ที่ 5, นายอ่วม เวียงอินที่ 6, นายสาร · 10, - 7, นายหยุย แสงสร้อยที่ 8, นายวงเทพจันที่ 9, นายกัน ประสานจิตร์ที่ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | จักร · ธรรมบัณฑิต บุนยะปานะ · ดุลยกรณ์พิทารณ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดแพร่ - นายฉลาดไชยชาญ · ศาลอุทธรณ์ - หลวงวุฒิธรรมเนติการ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา