⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 214/2498

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 214/2498

พระราชกฤษฎีกาจัดการระเบียบราชการกรมตำรวจในกระทรวงมหาดไทย ม.4, 5

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะใช้อำนาจสอบสวนได้ ต้องมีอำนาจตามกฎหมายที่กำหนดไว้โดยชัดแจ้ง การอ้างว่าได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาแต่เพียงอย่างเดียว ไม่ถือเป็นหลักฐานเพียงพอที่จะแสดงว่าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นมีอำนาจสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ตามความใน พ.ร.บ.จัดวางระเบียบราชการกรมตำรวจในกระทรวงมหาดไทย พ.ศ.2491 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้กำหนดตั้งหน่วยงานและเขตต์อำนาจการรับผิดชอบหรือเขตต์พื้นที่ปกครองของหน่วยราชการโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษากอบบัญชาการสอบสวนกลางกองตำรวจสันติบาลจะมีอำนาจสอบสวนได้เพียงใดหรือไม่นั้น ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดหรือข้อบังคับ ข้อกำหนดหรือข้อบังคับนั้น ๆ เป็นข้อเท็จจริงไม่ใช่ข้อกฎหมาย โจทก์ต้องนำสืบ เมื่อ ร.ต.ท.ประชานายตำรวจสันติบาสเพียงแต่อ้างว่ามีอำนาจสอบสวน เพราะได้รับคำสั่งจากผู้กำกับการฯแล้ว แต่โจทก์มิได้สืบให้เห็นว่าผู้กำกับการมีอำนาจสั่งได้โดยชอบด้วยกฎหมายอย่างใด ดังนี้จึงฟังไม่ได้ว่า ร.ต.ท. ประชามีอำนาจสอบสวน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.16 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.25 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.134 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 พระราชกฤษฎีกาจัดการระเบียบราชการกรมตำรวจในกระทรวงมหาดไทย พ.ศ.2491 ม.4 พระราชกฤษฎีกาจัดการระเบียบราชการกรมตำรวจในกระทรวงมหาดไทย พ.ศ.2491 ม.5

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.16 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.25 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.134 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและเพิ่มเติมฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งดำรงตำแหน่ง เทศมนตรี เทศบาลตำบลหลังสวน จำเลยที่ ๒ ซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดเทศบาลตำบลหลังสวนเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่บริหารราชการส่วนท้องถิ่นตามกฎหมาย ได้ทุจริตยักยอกเงินประเภทต่าง ๆ ของกิจการเทศพาณิชย์การค้าสุกรอันอยู่ในความครอบครองควบคุมดูแลรักษาและรับผิดชอบร่วมกันตามหน้าที่ราชการไปรวมทั้งสิ้น ๑๗๙,๑๗๐ บาท ๖๗ สตางค์ ขอให้ลงโทษตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา ๑๓๑,๓๑๔,๖๓ พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะอาญา พ.ศ.๒๔๘๔ มาตรา ๓ พ.ร.บ.อนุมัติ พ.ร.บ.กำหนดแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะอาญา พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๓ จำเลยที่ ๑ ต่อสู้ว่ามิได้กระทำผิดตามฟ้องและตัดฟ้องว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฟ้องเคลือบคลุม จำเลยที่ ๒ ปฎิเสธ ศาลชั้นต้นฟังว่า จำเลยทั้งสองเป็นพนักงานเทศบาลได้สมคบกันยักยอกเงินผลประโยชน์ต่าง ๆ ของเทศบาลไปดังฟ้องเป็นความผิดกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา ๑๓๑ พ.ร.บ.กำหนดแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะอาญา พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๓ พ.ร.บ.อนุมัติ พ.ร.กำหนดแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะอาญา พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๓ แต่พิพากษายกฟ้องโดยถือว่ายังมิได้มีการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒๐ โจทก์อุทธรณ์ จำเลยยื่นคำแก้อุทธรณ์และอ้างว่า เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษาให้ยกฟ้องแล้ว การที่ศาลชั้นต้นได้ชี้ขาดข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องนั้น ไม่ชอบด้วยทางพิจารณา ขอให้ศาลอุทธรณ์เพิกถอนคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ชี้ขาดว่าจำเลยได้กระทำผิดนี้เสีย ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คดีนี้ยังมิได้มีการสอบสวนตาม ป.วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒๐ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และเห็นว่าดจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีและศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์แล้ว ข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องโจทก์ ตามกฎหมายเป็นอันไม่มีผลต่อไป ไม่จำเป็นที่ศาลอุทธรณ์จะต้องพิพากษา ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในข้อนี้ นอกนี้ยืน โจทก์ฎีกาว่า ร.ต.ท. ประชา นายตำรวจสันติบาล สังกัดกองบัญชาการ กองสอบสวนกลางมีอำนาจทำการสอบสวนคดีนี้ดดยชอบด้วยกฎหมายโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องสืบข้อเท็จจริงอย่างอื่นอีก ศาลฎีกาเห็นว่าอำนาจหน้าที่ของตำรวจเกี่ยวกับการสอบสวนนั้น ต้องเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับทั้งหลายว่าด้วยอำจและหน้าที่ของตำรวจตามความในใบมาตรา ๑๖ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและ พ.ร.บ.จัดวางระเบียบราชการกรมตำรวจในกระทรวงมหาดไทย พ.ศ. ๒๔๙๑ มาตรา ๔ จัดกองตำรวจสันติบาลไว้ในราชการบริหารส่วนกลาง และตามาตรา ๕ ว่าให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้กำหนดหน่วยงานและเขตต์อำนาจการรับผิดชอบหรือเขตต์พื้นที่การปกครองของหน่วยราชการตามความในมาตรา ๔ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษากอบบัญชาการสอบสวนกลางกองตำรวจสันติบาลจะมีอำนาจสอบสวนได้เพียงไรหรือไม่นั้นต้องเป็นไปตามข้อกำหนดหรือข้อบังคับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ข้อกำหนดหรือข้อบังคับนี้เป็นข้อเท็จจริงซึงโจทก์มีหน้าที่จะต้องนำสืบ หาใช่เป็นข้อกฏหมายที่ศาลจะต้องรู้เองไม่ คดีนี้จำเลยที่ ๑ คัดค้านว่าการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายโจทก์ย่อมมีหน้าที่ต้องแสดงว่า ร.ต.ท.ประชา ตำรวจสันติบาลมีอำนาจสอบสวนในคดีนี้โดยชอบแล้ว เพียงแต่โจทก์อ้างว่าผู้กำกับการกอง ๓ กองสอบสวนกลางได้สั่งแล้ว และโจทก์มิได้สืบอ้างหลักฐานอย่างใดให้เห็นว่าผู้กำกับการฯมีอำนาจสั่งได้โดยชอบด้วยกฎหมาย จึงฟังไม่ได้ว่า ร.ต.ท.ประชามีอำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญา จึงพิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 214/2498 อัยการจังหวัดหลังสวน โจทก์ นายอุ่น ที่ 1 นายผลที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการจังหวัดหลังสวน · จำเลย - นายอุ่น ที่ 1 นายผลที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชวน สิงหลกะ · เลขวณิชธรรมวิทักษ์ · ทรงนิติกรณ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดหลังสวน - นายเปลี่ยน เริ่มก่อสกุล · ศาลอุทธรณ์ - นายเย็น มีเมศกุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6250/2547ฎีกา 3744/2541ฎีกา 4708/2529ฎีกา 1919/2518ฎีกา 2181/2531ฎีกา 17836/2556ฎีกา 32/2510ฎีกา 2456/2516ฎีกา 108/2546ฎีกา 2530/2554ฎีกา 1944/2521ฎีกา 2592/2542ฎีกา 248-249/2494ฎีกา 2333/2516ฎีกา 3145/2524ฎีกา 1563/2549ฎีกา 1025/2487ฎีกา 1761/2498ฎีกา 145/2483ฎีกา 364/2536ฎีกา 679/2485ฎีกา 2417/2540ฎีกา 73/2499ฎีกา 537/2554
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา