⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 369/2498

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 369/2498

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้อำนาจตำแหน่งหน้าที่ในทางทุจริตสมคบกันยักยอกทองคำแท่งที่หนีภาษีได้แล้วปล่อยผู้ต้องหาไป ดังนี้แม้ทางพิจารณาจะปรากฎว่ามิใช่ทองคำแท่งที่หนีภาษีมาก็ดี ก็ยังไม่เรียกว่าข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาต่างกับฟ้องเพราะทองคำของกลางจะเป็นของหนีภาษีหรือไม่ ๆ สำคัญและคดีนี้เป็นคดีอาญาแผ่นดินอัยการโจทก์มีอำนาจฟ้อง และเมื่อจำเลยรับทองของกลางจากผู้ต้องหาแล้ว เจตนาทุจริตยักยอกไปเป็นประโยชน์ของตนเสียก็เป็นความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์แล้วจำเลยจะส่งจำหน่ายทองของกลางนั้นต่อไปอย่างไรไม่สำคัญ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

กฎหมายลักษณะอาญา ม.131 กฎหมายลักษณะอาญา ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามเป็นตำรวจประจำการอยู่สถานีตำรวจภูธรอำเภอศรีราชาได้สมคบกันจับกุมตรวจค้นนายหยุดในคดีหาว่านายหยุดลักลอบหนีภาษีนำทองคำเข้ามาในประเทศ แล้วสมคบกันยักยอกทองคำแท่งที่จับได้ ๖๐ แท่งราคา ๓๐๘,๕๕๐ บาท นอกนั้นคืนให้นายหยุดและปล่อยตัวไป ขอให้ลงโทษตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา๑๓๑,๑๔๒,๖๓,๒๘ และแก้ไขมาตรา ๓ กับขอให้ริบของกลาง จำเลยทุกคนปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทุกคนผิดตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา ๑๓๑ และแก้ไขมาตรา ๓และมาตรา ๑๔๒ ให้จำคุกจำเลยที่ ๑ ไว้ ๓ ปี จำเลยที่ ๒-๓ คนละ ๒ปี ลดให้จำเลยที่ ๑ ตามมาตรา ๕๙ เสีย ๑ ใน ๓ คงจำไว้ ๒ ปี ของกลางโจทก์สืบไม่ได้ว่าควรริบอย่างใด ให้คืนแก่เจ้าของ อัยการโจทก์และจำเลยที่ ๑,๒,๓ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ และ ที่ ๓ ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยที่ ๑ เป็นข้อกฎหมายในข้อ ก.และค. คือโจทก์ฟ้องว่าจำเลยสมคบกันทุจริตต่อหน้าที่ยักยอกทองคำที่หนีภาษี แต่ทางพิจารณาได้ความว่าทองคำของกลางเป็นของนายเว่งกี่ มิใช่ทองคำที่หนีภาษี ข้อเท็จจริงในทางพิจารณาจึงต้องกับฟ้อง และคดีนี้ไม่ปรากฎว่าใครเป็นผู้เสียหาย โจทก์ฟ้องจำเลยไม่ได้ และศาลสั่งรับฎีกาจำเลยที่ ๓ ในปัญหาข้อกฎหมายข้อ ๓ ข้อเดียว คือเมื่อจำเลยที่ ๑ กับพวกได้ส่งมอ่บทองให้พันตำรวจตรีจันทร ผู้บังคับบัญชาแล้ว การครอบครองทรัพย์สินนั้นก็ขาดตอนไป การที่จำเลยได้รับแจกทองจาก พ.ต.ต.จันทรจะถือว่าเป็นความผิดนับเนื่องจากการกระทำครั้งแรกว่าเป็นการยักยอกทรัพย์ตามมาตรา ๑๓๑ นั้นไม่ชอบ ควรเป็นความผิดฐานรับของโจรซึ่งโจทก์ได้กล่าวในฟ้องและไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้ว เพราะคดีนี้จำเลยฎีกาได้ฉะเพาะข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๒๒ ฎีกาจำเลยที่ ๑ ข้อแรกนั้นสาระสำคัญในฟ้องโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยใช้อำนาจตำแหน่งหน้าที่ในทางทุจริตสมคบกันยักยอกทองคำแท่งแล้วปล่อยตัวผู้ต้องหาไป ส่วนทองคำแท่งของกลางจะเป็นของหนีภาษีหรือไม่ ๆ สำคัญ แม้ทางพิจารณาจะปรากฎว่ามิใช่ทองคำแท่งที่หลบหนีภาษีมาก็ดี ไม่เรียกว่าต่างกับฟ้อง ส่วนที่จำเลยค้านว่าไม่ปรากฎว่าใครเป็นผู้เสียหายนั้นคดีนี้เป็นคดีอาญาแผ่นดินอัยการโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ส่วนฎีกาของจำเลยที่ ๓ นั้นเห็นว่า เมื่อจำเลยรับทองคำจากนายหยุดแล้ว เจตนาทุจริตยักยอกทองคำนั้นไว้ เป็นประโยชน์ตนเสีย ก็เป็นความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์นั้นไว้โดยบริบูรณ์แล้ว จำเลยจะส่งจำหน่ายทองคำแท่งนั้นต่อไปอย่างไรไม่สำคัญ พิพากษายืน ให้ยกฎีกาของจำเลยที่ ๑-๓ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 369/2498 อัยการจังหวัดชลบุรี โจทก์ ส.ต.ต.ปรีชาที่ 1 พลฯถวิลที่ 1 พลฯประสารที่ 3 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการจังหวัดชลบุรี · จำเลย - ส.ต.ต.ปรีชาที่ 1 พลฯถวิลที่ 1 พลฯประสารที่ 3
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิเทศจรรยารักษ์ · ประวัติ ปัตตพงศ์ · ประวัติ ปัตตพงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดชลบุรี - นายสนาม นิลกำแหง · ศาลอุทธรณ์ - นายเชื้อ คงคากุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7083/2538ฎีกา 9114/2552ฎีกา 681/2491ฎีกา 892/2497ฎีกา 712/2559ฎีกา 599/2532ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 1795/2493ฎีกา 1411/2499ฎีกา 4225/2559ฎีกา 620/2490ฎีกา 119/2517ฎีกา 1368/2509ฎีกา 3814/2549ฎีกา 901/2480ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 2108/2536ฎีกา 5723-5724/2531ฎีกา 831/2532ฎีกา 6505/2555
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา