⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 200/2499

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 200/2499

พ.ร.บ.ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ม.3, 4, 5 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่เข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ต้องเป็นการกระทำที่มุ่งหมายเพื่อการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์โดยตรง ไม่ใช่การกระทำที่อาจตีความไปถึงการเป็นอั้งยี่ได้

ย่อคำพิพากษา

ฟ้องว่ามีผู้ตั้งสมาคมปกปิดวิธีการ เพื่อการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ฯลฯ จำเลยรู้แล้วเข้าเป็นสมาชิกและอุดหนุนให้ที่พักอาศัยที่ประชุมชักชวนคนเข้าเป็นสมาชิก ให้เงินเสบียงอาหาร ฯลฯ โดยยืนยันซ้ำว่าเพื่อการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ไม่อ้างถึงอั้งยี่เลยแม้จะอ้าง มาตรา180 มาด้วย ก็ไม่เป็นฟ้องที่จะลงโทษตาม มาตรา180 ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

กฎหมายลักษณะอาญา ม.49 กฎหมายลักษณะอาญา ม.63 กฎหมายลักษณะอาญา ม.104 กฎหมายลักษณะอาญา ม.105 กฎหมายลักษณะอาญา ม.111 กฎหมายลักษณะอาญา ม.177 กฎหมายลักษณะอาญา ม.180 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 พระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 ม.3 พระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 ม.4 พระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 ม.5 พระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 ม.6 พระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 ม.7 พระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 ม.8 พระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 ม.9 พระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 ม.10 พระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 ม.11 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะอาญา (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2484 ม.3 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะอาญา พ.ศ.2470 ม.4

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีเรื่องนี้โจทก์ฟ้องกล่าวความว่า เมื่อระหว่างวันที่ 13 พฤศจิกายน 2495ถึงวันที่ 26 ธันวาคม 2496 ทั้งกลางวันและกลางคืนได้มีบุคคลคณะหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยคนต่างด้าวชาติจีนและอื่น ๆ ได้สมคบกันตั้งขึ้นเป็นสมาคมหรือองค์การอันปกปิดวิธีการ กระทำการให้ปรากฏแก่คนทั้งหลายด้วยวาจา ลายลักษณ์อักษร และเอกสารตีพิมพ์และสะสมกำลังเครื่องศาสตราวุธเพื่อกระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงประเพณีการเมือง และการเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยใช้กำลังบังคับหรือกระทำร้ายและเพื่อให้ราชอาณาจักร หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรตกอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐอื่น และเพื่อให้เอกราชของประเทศไทยเสื่อมไปอันเป็นการที่มิชอบด้วยกฎหมาย และระหว่างวันเวลาดังกล่าว จำเลยในคดีนี้ซึ่งเป็นบุคคลสัญชาติไทย ได้ทราบความประสงค์ของบุคคลคณะนั้นแล้ว ได้บังอาจสมคบกันกระทำผิดกฎหมายหลายบทหลายกระทงต่างกรรมต่างวาระกันกล่าวคือ (ก) จำเลยบังอาจสมคบกันเป็นสมาชิกขององค์การอันเป็นคอมมิวนิสต์และสมคบกันกระทำการอุดหนุนแก่องค์การ และสมาชิกขององค์การนั้นอันเป็นคอมมิวนิสต์ ด้วยการให้ที่พักอาศัยหรือที่ประชุมและชักชวนบุคคลอื่นให้เป็นสมาชิกหรือพรรคพวก และให้เงินให้เสบียงอาหารอันเป็นการอุปการแก่สมาคมหรือองค์การนั้น (ข) จำเลยสมคบกันกระทำร้ายและขู่เข็ญว่า จะทำร้ายต่อร่างกายและทรัพย์สินและขู่เข็ญว่า จะหน่วงเหนี่ยวกักขังราษฎรอื่น ๆ หลายคนเพื่อให้ปฏิบัติตามคำสั่งและให้บริจาคเงิน และเสบียงอาหารช่วยเหลือองค์การหรือสมาคมดังกล่าวแล้วซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ (ค) จำเลยรู้อยู่แล้วว่า มีหรือจะมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ดังกล่าวกลับบังอาจสมคบกันช่วยปกปิดไม่นำความมาแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง และการกระทำเป็นหูเป็นตาคอยสืบความเคลื่อนไหวของเจ้าพนักงานฝ่ายปราบปรามแล้วแจ้งให้องค์การหรือสมาชิกขององค์การนั้นเพื่อคอยหลบหลีกไม่ถูกจับกุม เหตุทั้งนี้เกิดที่ตำบลสะเดา ตำบลสำนักแต้ว อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลาขอให้ลงโทษตามกฎหมายลักษณะอาญามาตรา 104(1)(4), 105, 111, 177, 180, 63, 49 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะอาญา พ.ศ. 2478 (ฉบับที่ 7) มาตรา 4 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะอาญา (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2484 มาตรา 3 พระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2495 มาตรา 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10, 11 และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะอาญา พ.ศ. 2470 มาตรา 4 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ปฏิเสธข้อหา ต่อสู้ว่าได้ช่วยเหลือโจรจีนเป็นบางครั้ง เพราะกลัวโจรจีนฆ่า ทั้งนี้ด้วยความจำเป็นเพื่อป้องกันชีวิตซึ่งจำเลยไม่มีทางที่จะขอความช่วยเหลือจากใครคนแถวนั้นถูกฆ่าตายเพราะปฏิเสธการช่วยเหลือโจรจีนมากต่อมากแล้วไม่เคยรู้จักเรื่องคอมมิวนิสต์ จำเลยอีก 3 คนปฏิเสธข้อหา ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาแล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 1, 2, 3, 4 ได้ให้ที่สำนักที่ประชุมแก่พวกโจรจีน อันเป็นการอุดหนุนแก่ซ่องโจรผู้ร้ายเท่านั้นไม่ได้ความเกี่ยวข้องเป็นคอมมิวนิสต์ด้วยประการใดจึงพิพากษาลงโทษจำเลยทั้ง 4 มีกำหนดคนละ 3 ปี ตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 180, 63 ข้อหาอื่นโจทก์นำสืบไม่ได้ชัดแจ้งให้ยกเสียส่วนตัวจำเลยที่ 5 มิได้กระทำผิดให้ยกฟ้องของโจทก์ จำเลยที่ 1, 2, 3, 4 ฝ่ายเดียวอุทธรณ์ต่อมา ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ข้อหาอื่น ๆ ของโจทก์นั้นศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องไปสิ้นแล้ว และโจทก์มิได้ติดใจอุทธรณ์คัดค้าน ต้องถือว่าข้อหาเหล่านั้นไม่มีเหลืออยู่อีก คงเหลืออยู่แต่ปัญหาที่จำเลยทั้ง 4 อุทธรณ์ขึ้นมาว่า จะลงโทษจำเลยในฐานอุดหนุนพวกซ่องโจรผู้ร้ายตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 180ไม่ได้เพราะโจทก์มิได้บรรยายฟ้องเช่นนั้น แล้ววินิจฉัยว่าตามฟ้องของโจทก์มุ่งไปแต่ในทางคอมมิวนิสต์เกือบทั้งสิ้น ที่ใกล้เคียงก็เป็นเรื่องอั้งยี่ตามมาตรา 177 และ 180 เท่านั้น มิได้มีคำบรรยายฟ้องในลักษณะของพวกซ่องโจรผู้ร้ายไว้ที่ใดเลย ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยมาในเรื่องนำการอุดหนุนพวกซ่องโจรผู้ร้าย เป็นการเกินคำขอ หรือที่มิได้กล่าวฟ้องและทั้งนอกความประสงค์ของโจทก์ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 อนึ่งยังเห็นต่อไปว่าแม้ในข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่า หมู่บ้านทั้ง 4 ที่พวกจำเลยอยู่ถูกพวกโจรเข้ายึดไว้ภายใต้อำนาจครอบครอง โดยฝ่ายปกครองของรัฐบาลช่วยเหลืออะไรไม่ได้คนอื่น ๆ ที่ไม่ช่วยเหลือพวกโจรเคยถูกพวกโจรฉุดคร่าเข้าป่าหายไปเลย ราว 50 รายแล้ว จำเลยจำเป็นต้องกระทำการทั้งนี้ ซึ่งศาลอุทธรณ์เห็นว่าไม่เกินไปกว่าสมควรแก่เหตุ ควรได้รับความยกเว้นโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 49 อีกโสดหนึ่งด้วย จึงพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 และกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 49 ทั้งสองกรณี โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 180เพราะแม้ฟ้องโจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องในเรื่องซ่องโจรผู้ร้าย แต่ได้บรรยายถึงเรื่องอั้งยี่ไว้แล้ว จึงลงโทษตาม มาตรา 180 นี้ได้ ศาลฎีกาได้ตรวจสำนวนและประชุมปรึกษาแล้ว ปัญหาที่ว่า ฟ้องของโจทก์ได้บรรยายข้อความกล่าวหาจำเลยในความผิดฐานช่วยเหลืออุปการะ ให้ที่สำนักที่ประชุมแก่พวกอั้งยี่เพียงพอที่จะลงโทษจำเลยตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 180 ได้หรือไม่นั้น ศาลฎีกาได้พิเคราะห์ฟ้องของโจทก์โดยละเอียดแล้ว เห็นว่าข้อความตามที่บรรยายในฟ้องของโจทก์มุ่งหมายหนักแน่นไปในความคิดฐานเป็นคอมมิวนิสต์ทั้งสิ้น แม้ข้อ 1 ตอนต้นอันเป็นข้อความที่เกริ่นถึงการกระทำทั่ว ๆ ไป จะได้กล่าวถึงสมาคมหรือองค์การอันปกปิดวิธีการก็ดี แต่ตอนต่อไปโจทก์ก็ยืนยันว่า การกระทำทั้งนี้เพื่อกระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์นั้นเอง ต่อมาถึงข้อ 1 (ก)(ข) และ (ค) ซึ่งเป็นข้อความที่กล่าวถึงการกระทำผิดของจำเลยโดยเฉพาะโจทก์ก็ยังยืนยันซ้ำอีกว่าเพื่อการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ทุกข้อมิได้มีข้อความตอนใดที่กล่าวอ้างถึงเรื่องอั้งยี่เลย จึงไม่มีทางที่จะลงโทษจำเลยตามมาตรา 180 ดังที่โจทก์ฎีกาขึ้นมานั้นได้ เหตุฉะนี้ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในผลแห่งคำพิพากษาที่ให้ยกฟ้อง และให้ยกฎีกาของโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 200/2499 พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา โจทก์ นายสันยก จีนกลับ ที่ 1 นายงะ หมัดเละ ที่ 2นายอ่ำ เพ็ชร์คง ที่ 3 นายเล็ก ขุนทอง ที่ 4 จำเลย นายกมล หรือสุย หรือฉุย โลห์สกุล ที่ 5 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา · จำเลย - นายสันยก จีนกลับ ที่ 1 นายงะ หมัดเละ ที่ 2นายอ่ำ เพ็ชร์คง ที่ 3 นายเล็ก ขุนทอง ที่ 4 · จำเลย - นายกมล หรือสุย หรือฉุย โลห์สกุล ที่ 5
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ดุลยทรรศน์ปฏิภาณ · ธรรมบัณฑิตสิทธิศฤงคาร · วิเทศจรรยารักษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1392/2564ฎีกา 2480/2538ฎีกา 709/2483ฎีกา 20504/2556ฎีกา 7083/2538ฎีกา 1740/2497ฎีกา 9114/2552ฎีกา 681/2491ฎีกา 892/2497ฎีกา 712/2559ฎีกา 599/2532ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 1795/2493ฎีกา 1411/2499ฎีกา 4225/2559ฎีกา 620/2490ฎีกา 119/2517ฎีกา 1368/2509ฎีกา 3814/2549ฎีกา 901/2480ฎีกา 726/2487ฎีกา 4519/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา