คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1774/2500
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. เมื่อคู่สัญญาตกลงกันให้ผู้ผิดสัญญาเสียเบี้ยปรับ ถือเป็นการทำสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 381
2. ศาลมีอำนาจลดเบี้ยปรับลงให้ตามที่เห็นสมควรได้ หากเบี้ยปรับที่ตกลงกันไว้สูงเกินไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383
3. เบี้ยปรับตามสัญญาถือเป็นเงินต้นที่ต้องชำระดอกเบี้ยหากผิดนัด
ย่อคำพิพากษา
โจทก์จำเลยทำสัญญากันว่าหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาแล้ว ให้จำเลยเสียเบี้ยปรับจำนวนหนึ่ง เช่นนี้ เป็นการทำสัญญาตามประมวลแพ่งฯ มาตรา 381 (ไม่ใช่380)
เมื่อศาลเห็นว่าเบี้ยปรับที่คู่ความทำสัญญากันไว้ดังกล่าวแล้วสูงเกินสมควรไป ศาลมีอำนาจที่จะกะให้ตามที่ศาลเห็นสมควรตาม มาตรา 383
เบี้ยปรับตามสัญญาเป็นทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง ชอบที่ผู้ผิดนัดจะต้องชำระดอกเบี้ยจากจำนวนเงินเบี้ยปรับด้วย.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์จำเลยทำสัญญากันตามสำเนาท้ายฟ้อง ลงวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๔๙๕ รับรองว่าที่ดินในซอยสีฟ้า ตำบลสามเสนใน โฉนดที่ ๙๕๒๕ ในส่วนที่เป็นของจำเลยนั้นโจทก์มีส่วนอยู่ด้วยครึ่งหนึ่ง ถ้าจำเลยจะขายต้องแบ่งให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง มีข้อสัญญาข้อ ๒ ในส่วนที่เกี่ยวกับประเด็นในคดีนี้ว่า หากข้าพเจ้าไม่แบ่งเงินส่วนของนางเฉลิมวรรณให้ทันทีที่ได้รับ โดยนำไปใช้จ่ายส่วนตัวหรือหาผลประโยชน์เสียก่อน ข้าพเจ้ายอมให้นางเฉลิมวรรณปรับเท่าดับส่วนแบ่งที่นางเฉลิมวรรณพึงได้รับ บัดนี้จำเลยได้ขายและได้รับเงินมาแล้วไม่ชำระให้โจทก์รวม ๓๒,๑๒๓ บาท ๒๕ สตางค์ จึงฟ้องเรียกเงินนั้น พร้อมกับค่าปรับเท่ากันพร้อมด้วยดอกเบี้ย
จำเลยต่อสู้ว่า เมื่อได้รับเงินโจทก์ไปต่างประเทศจึงไม่สามารถให้โจทก์ได้ ได้แต่รักษาเงินนั้นไว้ จำเลยไม่เคยเอาไปใช้ส่วนตัวหรือเอาไปหาประโยชน์ ก่อนฟ้องโจทก์ไม่ได้บอกกล่าวก่อน ฯลฯ จึงขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วให้จำเลยใช้เงิน ๓๒,๑๒๓.๒๕ บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย คำขออื่นให้ยก
โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยใช้เบี้ยปรับแก่โจทก์ ๑,๕๐๐ บาทอีกด้วย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เบี้ยปรับตามประมวลแพ่งฯ ม.๓๘๐ นั้น เป็นเบี้ยปรับซึ้งลูกหนี้จะให้แทนการชำระหนี้ ซึ่งเจ้าหนี้จะเลือกเอาเบี้ยปรับหรือเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก็ได้ คดีนี้ต้องใช้ ม.๓๘๑ ซึ่งเป็นเบี้ยปรับซึ่งลูกหนี้ได้สัญญาไว้ว่าจะให้แก่เจ้าหนี้เมื่อลูหหนี้ไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสมควร ฉะนั้นนอกจากเรียกให้ชำระหนี้แล้ว เจ้าหนี้มีสิทธิ์ที่จะเรียกเบี้ยปรับอีกโสตหนึ่ง แต่เบี้ยปรับตามสัญญาไว้นั้นสูงเกินไป ศาลมีอำนาจตามมาตรา ๓๘๓ ที่จะวินิจฉัยให้ควรเพียงใด จึงกะให้ ๕,๐๐๐ บาท พร้อมกับดอกเบี้ยในจำนวนนี้ นอกนั้นพิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1774/2500
นางเฉลิมวรรณ ชูทรัพย์ โจทก์
หม่อมเจ้าวัฒนานานุวัฒน์ วัฒนวงศ์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางเฉลิมวรรณ ชูทรัพย์ · จำเลย - หม่อมเจ้าวัฒนานานุวัฒน์ วัฒนวงศ์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | มนูกิจวิมลอรรถ · ดุลยพากย์สุวมัณฑ์ · ดุลยทัณฑ์ชนาณัติ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายป่วน พุ่มเล็ก · ศาลอุทธรณ์ - นายสว่าง ว. วงษ์ศิริ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา