คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1063/2502
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์ถอนคืนการจัดการทรัพย์สินที่มอบให้ผู้อื่นจัดการมาจัดการเอง ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเช่าและฟ้องขับไล่ผู้เช่าที่เช่าทรัพย์สินนั้นต่อไปได้ แม้จะมิได้ทำสัญญาเช่ากันใหม่ก็ตาม
การที่โจทก์ส่งสำเนาหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่ามาพร้อมกับฟ้อง ถือว่าเป็นการระบุข้อเท็จจริงที่จำเป็นให้จำเลยทราบแล้ว ฟ้องจึงไม่เคลือบคลุม
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องว่า ห้องพิพาทเป็นของโจทก์ ก่อนนี้โจทก์มอบให้สำนักงานพระคลังข้างที่เป็นผู้จัดการให้เช่า จำเลยทำสัญญาเช่าห้องพิพาทจากสำนักงานพระคลังข้างที่ ภายหลังโจทก์ถอนคืนการจัดการห้องพิพาทมาจัดการเอง จำเลยยังคงเช่าห้องพิพาทอยู่ต่อมา โดยมิได้ทำสัญญาเช่ากันใหม่ โดยจำเลยมิได้สืบแก้ประกอบทั้งตัวจำเลยเองก็เบิกความรับว่า เมื่อประมาณหนึ่งปีเศษมานี้ คนของโจทก์มาเก็บค่าเช่าห้องพิพาทจากจำเลย จำเลยก็ให้ไปตลอดมา ดังนี้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้
ฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยเช่าห้องพิพาทจากโจทก์เมื่อใด มีกำหนดเท่าใด สัญญาสิ้นอายุวันเดือนปีใด แต่โจทก์ได้ส่งสำเนาหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าไปยังจำเลยมาพร้อมกับฟ้องซึ่งมีข้อความครบถ้วนแล้ว ถือว่า ฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากห้องแถวของโจทก์และเรียกค่าเสียหาย
จำเลยให้การปฏิเสธฟ้องและต่อสู้ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และฟ้องโจทก์เคลือบคลุมไม่ชัดแจ้งว่าจำเลยเช่าจากโจทก์เมื่อใด มีกำหนดเท่าใด สิ้นอายุวันเดือนปีใด ยากแก่การต่อสู้
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจาห้องพิพาทและให้ใช้ค่าเสียหาย
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ห้องพิพาทเป็นของโจทก์ ก่อนนี้โจทก์มอบให้สำนักงานพระคลังข้างที่เป็นผู้จัดการให้เช่า จำเลยทำสัญญาเช่าห้องพิพาทจากสำนักงานพระคลังข้างที่ ครั้น พ.ศ. ๒๔๙๘ โจทก์ถอนคือการจัดการห้องพิพาทมาจัดการเอง จำเลยยังคงเช่าห้องพิพาทอยู่ต่อมา โดยมิได้ทำหนังสือสัญญาเช่ากันใหม่ ประกอบทั้งตัวจำเลยเองก็เบิกความรับว่า เมื่อประมาณหนึ่งปีเศษมานี้ คนของโจทก์มาเก็บค่าเช่าห้องพิพาทจากจำเลย จำเลยก็ให้ไปตลอดมา และก่อนฟ้องโจทก์ได้มีหนังสือบอกเลิกการเช่าไปยังจำเลยจริง ดังนี้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้
เรื่องฟ้องเคลือบคลุม ฟ้องโจทก์ได้กล่าวว่า หนังสือสัญญาเช่าหมดอายุการเช่าแล้ว และโจทก์ก็ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าไปยังจำเลย ดังสำเนาท้ายคำฟ้อง สำเนาหนังสือสัญญาท้ายคำฟ้องมีข้อความว่า "ด้วยตามที่ท่านได้ทำสัญญากับสำนักพระคลังข้างที่ฉบับที่ ๒๕๖/๒๔๘๕ ลงวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๔๘๕ เช่าโรงแถวหมายเลข ๖๔/๘ ถนนสิบสามห้าง มีกำหนด ๑ ปี นับแต่วันที่ ๑ กรกฎาคา ๒๔๘๕ เป็นต้นไป ค่าเช่าเดือนละ ๑๐ บาท ซึ่งสัญญาเช่าได้สิ้นสุดลงแล้ว โรงแถวที่ท่านเช่านั้น เป็นของวัดบวรนิเวศวิหาร ฯ ได้รับมอบหมายจากสำนักงานพระคลังข้างที่พร้อมด้วยการเช่าตั้งแต่วันที่ ๕ ตุลาคม ๒๔๙๘ มาจัดการผลประโยชน์เอง ซึ่งท่านได้ทราบและประพฤติตามสัญญากับวัดบวรนิเวศวิหารฯ ตลอดมา ฯลฯ ดังนี้ จำเลยย่อมเข้าใจได้ดีโดยตลอด ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1063/2502
วัดบวรนิเวศวิหาร โดยหม่อมเจ้าชัชวลิต เกษมสันต์ ไวยาวัจกร ผู้รับมอบ
อำนาจจากเจ้าอาวาส โจทก์
นายเล็กพัน แซ่ซี จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | ผู้รับมอบ - วัดบวรนิเวศวิหาร โดยหม่อมเจ้าชัชวลิต เกษมสันต์ ไวยาวัจกร · โจทก์ - อำนาจจากเจ้าอาวาส · จำเลย - นายเล็กพัน แซ่ซี |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุทธิมนต์นฤนาท · มนูภันย์วิมลสาร · เชื้อ คงคากุล |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายเจริญ ไชยคุปต์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสวิง ลัดพลี |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา