⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1181/2502

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1181/2502

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากข้อความในสัญญาทำให้คู่สัญญาอีกฝ่ายเข้าใจไปในทางใดทางหนึ่ง การกระทำตามความเข้าใจนั้นย่อมไม่ถือเป็นการแจ้งความเท็จ

ย่อคำพิพากษา

โจทก์จำเลยทำสัญญากัน โดยจำเลยยอมให้เอาที่ดินของจำเลยให้โจทก์ยื่นคำร้อง ขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญา ในการนี้โจทก์ตกลงให้เงินแก่จำเลยเป็นการตอบแทน ต่อมาพ้นเวลา 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาดังกล่าว จำเลยได้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อพนักงานโลหกิจว่า จนบัดนี้ โจทก์ก็ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดการทำเหมืองได้ จำเลยจึงขอคัดค้านการอ้างสิทธิของโจทก์โดยจำเลยไม่ยอมให้ใช้ที่ดินของจำเลย ฯลฯ เช่นนี้ แม้ความจริงโจทก์จะได้ยื่นคำร้องขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญากันนั้นไว้แล้วก็ตาม แต่เมื่อข้อความในสัญญามีเหตุทำให้จำเลยเข้าใจได้ดังคำร้องคัดค้านของจำเลยแล้ว โจทก์จะหาว่าจำเลยแจ้งความเท็จหาได้ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

กฎหมายลักษณะอาญา ม.43 กฎหมายลักษณะอาญา ม.118 ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.137

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ได้ความว่า โจทก์จำเลยทำสัญญากันไว้ว่า จำเลยมีที่ดินตามใบแจ้งการครอบครองแปลงหนึ่ง จำเลยยอมยกให้โจทก์ยื่นเรื่องราวขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ลงในที่แปลงนี้ได้ จำเลยขอคิดค่าชดเชยให้ที่ดินนี้ ๕๐,๐๐๐ บาท ในวันทำสัญญาจำเลยได้รับเงินจากโจทก์แล้ว ๓,๐๐๐ บาท ส่วนเงินที่เหลือจะรับกันในวันโอนกรรมสิทธิ์หรือเมื่อใบอนุญาตให้เปิดการทำเหมืองในที่ดินนี้ตกมาถึง และโจทก์ต้องยื่นเรื่องราวขอประทานบัตรในกำหนด ๖ เดือน นับแต่วันทำสัญญา ถ้าพ้นกำหนด โจทก์ไม่ได้ขอประทานบัตรลงในที่แปลงนี้ถือว่า สัญญานี้สิ้นสุดลง ใช้ไม่ได้ต่อไป เงินมัดจำต้องเป็นพับไป จะเรียกร้องกลับคืนไม่ได้ แต่หลังจากทำสัญญานั้นเกิน ๖ เดือนแล้ว จำเลยได้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อโลหกิจจังหวัดพังงาว่า ตามที่โจทก์ได้ตกลงทำสัญญากับจำเลย เอาที่ดินของจำเลยไปยื่นขอประทานบัตรเพื่อเปิดการทำเหมืองโดยมีเงื่อนไขว่า จะยื่นขอให้ได้เปิดการทำเหมือง ภายในกำหนด ๖ เดือนเท่านั้น แต่จนบัดนี้ โจทก์ก็ยังไม่ได้รับอนุญาตเปิดการทำเหมือง เมื่อพ้นกำหนดเช่นนี้แล้ว จำเลยถือว่าหมดภาระผูกพันกับโจทก์แล้ว และจำเลยขอคัดค้านการอ้างสิทธิของโจทก์โดยจำเลยไม่ยินยอมให้ใช้ที่ดินของจำเลย ฯลฯ โจทก์ถึงฟ้องหาว่า จำเลยแจ้งความเท็จต่อโลหกิจจังหวัดพังงา โดยโจทก์ถือว่าในสัญญากำหนดแต่เพียงว่า โจทก์จะต้องยื่นเรื่องราวขอประทานบัตรภายใน ๖ เดือน ซึ่งโจทก์ก็ได้ยื่นภายในกำหนดแล้ว คำคัดค้านของจำเลยจึงเป็นความเท็จ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ลงโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา ๑๑๘ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คำแจ้งความเท็จของจำเลยไม่ได้ทำให้โจทก์เสียหาย ทางการสั่งยกเรื่องราวของโจทก์เพราะโจทก์ขอประทานบัตรทับที่ที่เขาขอผูกขาดไว้แล้ว เป็นความผิดของโจทก์เอง ไม่ใช่เพราะคำคัดค้านของจำเลย การกระทำของจำเลยยังไม่ครบองค์ความผิดตาม มาตรา ๑๑๘, ๑๓๗ ตามที่โจทก์ฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ในสัญญาไม่มีคำว่า ให้ได้ แต่คำร้องของจำเลยมีคำว่าให้ได้ ก็ดี ก็เป็นเรื่องที่จำเลยถือเอาการแปลข้อความในสัญญาเป็นเหตุที่จะปฏิเสธสัญญา คือ โจทก์จะต้องยื่นคำขอประทานบัตรเปิดทำเหมืองแร่ภายในกำหนด ๖ เดือน เมื่อล่วงเลยกำหนดเวลาเช่นนี้ จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านปฏิเสธสัญญาว่าหมดภาระผูกพันกับโจทก์ต่อไป จึงไม่ใช่เรื่องจำเลยแจ้งความเท็จ พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาสั่งรับฎีกาของโจทก์ว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยยังไม่ได้ทำผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานดังฟ้อง แต่เป็นเรื่องที่จำเลยแปลสัญญาหรือเข้าใจข้อความในสัญญาที่ทำไว้กับโจทก์ว่าเป็นดังที่จำเลยกล่าวในคำร้องของจำเลย เพราะเห็นได้จากข้อความในสัญญานั้นเอง กล่าวคือ ในสัญญามีกำหนดเวลา ๖ เดือน เป็นการตายตัวอยู่และได้กำหนดกันไว้ว่า พ้นกำหนด ๖ เดือน นับแต่วันทำสัญญาแล้ว สัญญาเป็นอันเลิกกันใช้ไม่ได้ต่อไป เมื่อจำเลยยื่นคำร้องต่อพนักงานโลหกิจ ก็พ้นเวลา ๖ เดือน นับแต่วันทำสัญญาแล้ว จึงเห็นได้ว่าจำเลยน่าจะเข้าใจว่า ตามสัญญาโจทก์จะต้องยื่นคำขอ ให้ได้ เปิดการทำเหมืองภายใน ๖ เดือนเท่านั้น ตามที่ปรากฏในคำร้องของจำเลย เพราะถ้าตามสัญญานั้น ให้สิทธิโจทก์ที่จะยื่นคำร้องขอประทานบัตรเมื่อไร ๆ ก็ได้ ภายใน ๖ เดือน ส่วนจะได้รับอนุญาตประทานบัตรเมื่อไร ไม่มีกำหนด ซึ่งอาจเป็นปีหรือหลาย ๆ ปีก็ได้ ถ้าเป็นเช่นนี้ คู่สัญญาก็ไม่น่าจะกำหนดเลิกสัญญากันไว้ เมื่อข้อความในสัญญามีเหตุทำให้จำเลยเข้าใจได้ดังคำร้องของจำเลย โจทก์จะหาว่าจำเลยแจ้งความเท็จหาได้ไม่ ศาลฎีกาพิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1181/2502 นายก้วนหิ้น แซ่ขอ โจทก์ นายแดง ขันภักดี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายก้วนหิ้น แซ่ขอ · จำเลย - นายแดง ขันภักดี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อรรถพิศาลโสภณ · ประมูล สุวรรณศร · พิทักษ์มนูศาสตร์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพังงา - นายสวิก อุตระ · ศาลอุทธรณ์ - นายเย็น มีเมศกุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2530/2527ฎีกา 29/2485ฎีกา 364/2485ฎีกา 2015/2521ฎีกา 1079/2497ฎีกา 1715/2545ฎีกา 185/2566ฎีกา 729/2483ฎีกา 3237/2543ฎีกา 4048/2528ฎีกา 530/2483ฎีกา 18654/2555ฎีกา 227/2507ฎีกา 2292/2540ฎีกา 7601/2540ฎีกา 284/2507ฎีกา 1499/2531ฎีกา 5138/2537ฎีกา 70/2489ฎีกา 3380/2531ฎีกา 581/2527ฎีกา 5957/2530ฎีกา 693/2526ฎีกา 2680/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา