⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 411/2504

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 411/2504

ป.พ.พ. ม.1359 · ป.วิ.แพ่ง ม.59, 104, 197 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ย่อมเสียสิทธิในการดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนนั้นไป แม้จำเลยอีกรายหนึ่งมิได้จงใจขาดนัด ก็ไม่อาจนำสิทธิของจำเลยที่มิได้ขาดนัดมาใช้บังคับแก่จำเลยที่จงใจขาดนัดได้.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 2 จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ส่วนจำเลยที่ 1 มิได้จงใจขาดนัด กรณีเช่นนี้จะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 (1) มาปรับเพื่อให้จำเลยที่ 2 ได้รับประโยชน์ด้วยกับจำเลยที่ 1 หาได้ไม่ คดีต้องพิจารณาใหม่โดยให้จำเลยที่ 1 มีโอกาสให้การ แต่จำเลยที่ 2 คงถือว่าขาดนัดยื่นคำให้การเช่นเดิม ต่อจากนั้นไปจำเลยที่ 2 จะได้รับประโยชน์ในชั้นพิจารณาอย่างใดหรือไม่ ก็ต้องแล้วแต่รูปคดีเป็นอีกตอนหนึ่ง คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้พิจารณาใหม่ภายหลังเมื่อตัดสินแล้ว ไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา คือ อุทธรณ์ฎีกาได้ (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 1/2504 และครั้งที่ 6/2504)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.59 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.104 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.197 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.199 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.207 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.208 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.209 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.223 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.226 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.232 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.242 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.245 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1359

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.59 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.104 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.197 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.199 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอแบ่งแยกที่ดินและเรียกค่าเสียหายจากจำเลย แต่ส่งหมายเรียกและหมายนัดไม่ได้ จึงใช้วิธีปิดหมายไว้ที่บ้านจำเลย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินและใช้ค่าเสียหาย ระหว่างออกคำบังคับ จำเลยยื่นคำร้องอ้างว่าไม่ทราบ ไม่ได้จงใจขาดนัด ขอให้พิจารณาใหม่ โจทก์คัดค้าน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วฟังว่าจำเลยที่ ๑ มีภูมิลำเนาอยู่ที่รัฐกลันตันและจำเลยที่ ๒ ก็ไม่ได้อยู่ที่บ้านที่ปลูกอยู่ในที่พิพาท การปิดหมายที่บ้านซึ่งมิใช่ภูมิลำเนาของจำเลยไม่เป็นการถูกต้องตามกฎหมาย จะถือว่าจำเลยทราบฟ้องและหมายของศาลยังไม่ได้ จำเลยมิได้ขาดนัดโดยจงใจ จึงมีคำสั่งให้พิจารณาใหม่ โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ฟังว่า การปิดหมายเรียกและหมายนัดให้จำเลยที่ ๑ ทราบที่บ้านเรือนจำเลยที่ ๒ เป็นการมิชอบ จะฟังว่าจำเลยที่ ๑ ขาดนัดยังไม่ได้ ส่วนจำเลยที่ ๒ แม้จะได้ความว่า หลังจากปิดหมาย ๒-๓ วัน จำเลยที่ ๒ ได้นำสำเนาฟ้องไปปรึกษากำนัน แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ ๒ ได้รับสำเนาฟ้องและรู้เรื่องที่โจทก์ฟ้องแล้วก็ดี แต่คดีนี้จำเลยที่ ๑-๒ มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีซึ่งโจทก์ฟ้องว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่โจทก์ขอแบ่งร่วมกัน การที่โจทก์ฟ้องและขอให้ศาลพิพากษาแบ่ง เป็นการขอให้ศาลพิพากษาให้ปฏิบัติการอันแบ่งแยกจากกันมิได้ในระหว่างจำเลยทั้งสอง ฉะนั้น กระบวนพิจารณาที่ทำต่อจำเลยคนหนึ่งหรือจำเลยคนหนึ่งได้กระทำไป จึงเป็นประโยชน์แก่จำเลยอีกคนหนึ่งด้วย ตามนัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๙ (๑) เมื่อคดีของจำเลยที่ ๑ มีเหตุสมควรให้มีการพิจารณาใหม่ ก็ย่อมมีผลถึงจำเลยที่ ๒ ด้วย เพราะจะแยกคดีนี้ออกเป็นการเฉพาะตัวจำเลยแต่ละคนมิได้ พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ ว่า การปิดหมายให้จำเลยที่ ๑ ทราบที่บ้านเรือนจำเลยที่ ๒ เป็นการมิชอบ จึงต้องฟังว่าจำเลยที่ ๑ มิได้ขาดนัดยื่นคำให้การ และขาดนัดพิจารณา ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๙ การพิจารณาใหม่นี้เริ่มตั้งแต่เวลาขาดนัด แม้ที่มาตรา ๒๐๙ กำหนดให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ตั้งแต่เวลาขาดนัดจะมีความหมายว่า ขาดนัดพิจารณา เพราะมาตรา ๒๐๙ นี้เกี่ยวเนื่องมาจากมาตรา ๒๐๗ และ ๒๐๘ แต่การที่จำเลยที่ ๑ ขอให้พิจารณาใหม่นี้ก็เห็นได้ว่าเพื่อจำเลยที่ ๑ จะให้การต่อสู้คดี และคำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยก็ระบุเช่นนั้น ฉะนั้น ถึงอย่างไร การพิจารณาก็ย้อนไปถึงขณะเริ่มต้นสืบพยานตามมาตรา ๑๙๙ และเมื่อจำเลยขอให้ได้มีโอกาสให้การใหม่ กรณีมีเหตุสมควร ศาลก็อนุญาตให้จำเลยให้การใหม่ได้ตามมาตรา ๑๙๙ นั้น จำเลยที่ ๑ จึงให้การได้ภายในเวลาซึ่งศาลจะได้กำหนด ซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้กำหนดไว้แล้วในคำสั่ง ส่วนจำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การอยู่แล้ว และคำร้องของจำเลยที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น จำเลยที่ ๒ จึงไม่ได้รับประโยชน์ตามมาตรา ๒๐๙ ประกอบด้วยมาตรา ๑๙๙ จำเลยที่ ๒ จะให้การไม่ได้ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นจึงเป็นการคลาดเคลื่อนและเห็นว่าที่ศาลอุทธรณ์ยกประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๙ (๑) มาประกอบการวินิจฉัยในคดีนี้ ไม่ตรงกับกรณี เพราะเรื่องนี้ได้มีบัญญัติไว้เป็นพิเศษอยู่แล้ว เมื่อการพิจารณาได้ย้อนไปถึงชั้นที่จำเลยที่ ๑ ขาดนัด ตามมาตรา ๒๐๙ แล้ว การพิจารณาก็ต้องพิจารณาใหม่ทั้งคดี คือถือว่าจำเลยที่ ๒ คงขาดนัดยื่นคำให้การอยู่เช่นเดิม ต่อจากนั้นไป จำเลยที่ ๒ จะได้รับประโยชน์อย่างใดหรือไม่ ก็ต้องแล้วแต่รูปคดีเป็นอีกตอนหนึ่ง จึงพิพากษาแก้ศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่ โดยให้โอกาสเฉพาะจำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้คดีภายในกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดไว้แล้ว ส่วนคดีสำหรับจำเลยที่ ๒ ให้ดำเนินการพิจารณาไปโดยถือว่าจำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 411/2504 นายหะยีแวนาปี ปินหะยีดือเร๊ะ โจทก์ นายอาแว บินเจะแม ที่ 1 นายหะยี มะตาเย๊ะ บินหะยีหะมะ ที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายหะยีแวนาปี ปินหะยีดือเร๊ะ · 1 - นายอาแว บินเจะแม ที่ · จำเลย - นายหะยี มะตาเย๊ะ บินหะยีหะมะ ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อนุสสรนิติสาร · ชวน สิงหลกะ · การุณย์นราทร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนราธิวาส - นายมนตรี บางยี่ขัน · ศาลอุทธรณ์ - นายจิตติ ติงศภัทย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 681/2506ฎีกา 770/2535ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 3231/2557ฎีกา 2194/2552ฎีกา 1000/2505ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 605/2511ฎีกา 14887/2551ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1196/2513ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 1733/2498ฎีกา 960/2559ฎีกา 8444/2538ฎีกา 6058/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา