⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 411/2504

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 411/2504

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ย่อมเสียสิทธิในการดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนนั้นไป แม้จำเลยอีกรายหนึ่งมิได้จงใจขาดนัด ก็ไม่อาจนำสิทธิของจำเลยที่มิได้ขาดนัดมาใช้บังคับแก่จำเลยที่จงใจขาดนัดได้.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 2 จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ส่วนจำเลยที่ 1 มิได้จงใจขาดนัด กรณีเช่นนี้จะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 (1) มาปรับเพื่อให้จำเลยที่ 2 ได้รับประโยชน์ด้วยกับจำเลยที่ 1 หาได้ไม่ คดีต้องพิจารณาใหม่โดยให้จำเลยที่ 1 มีโอกาสให้การ แต่จำเลยที่ 2 คงถือว่าขาดนัดยื่นคำให้การเช่นเดิม ต่อจากนั้นไปจำเลยที่ 2 จะได้รับประโยชน์ในชั้นพิจารณาอย่างใดหรือไม่ ก็ต้องแล้วแต่รูปคดีเป็นอีกตอนหนึ่ง คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้พิจารณาใหม่ภายหลังเมื่อตัดสินแล้ว ไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา คือ อุทธรณ์ฎีกาได้ (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 1/2504 และครั้งที่ 6/2504)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.59 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.197 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.199 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.207 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.208 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.209 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.223 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.226 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.232 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.242 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.245 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1359

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอแบ่งแยกที่ดินและเรียกค่าเสียหายจากจำเลย แต่ส่งหมายเรียกและหมายนัดไม่ได้ จึงใช้วิธีปิดหมายไว้ที่บ้านจำเลย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินและใช้ค่าเสียหาย ระหว่างออกคำบังคับ จำเลยยื่นคำร้องอ้างว่าไม่ทราบ ไม่ได้จงใจขาดนัด ขอให้พิจารณาใหม่ โจทก์คัดค้าน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วฟังว่าจำเลยที่ ๑ มีภูมิลำเนาอยู่ที่รัฐกลันตันและจำเลยที่ ๒ ก็ไม่ได้อยู่ที่บ้านที่ปลูกอยู่ในที่พิพาท การปิดหมายที่บ้านซึ่งมิใช่ภูมิลำเนาของจำเลยไม่เป็นการถูกต้องตามกฎหมาย จะถือว่าจำเลยทราบฟ้องและหมายของศาลยังไม่ได้ จำเลยมิได้ขาดนัดโดยจงใจ จึงมีคำสั่งให้พิจารณาใหม่ โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ฟังว่า การปิดหมายเรียกและหมายนัดให้จำเลยที่ ๑ ทราบที่บ้านเรือนจำเลยที่ ๒ เป็นการมิชอบ จะฟังว่าจำเลยที่ ๑ ขาดนัดยังไม่ได้ ส่วนจำเลยที่ ๒ แม้จะได้ความว่า หลังจากปิดหมาย ๒-๓ วัน จำเลยที่ ๒ ได้นำสำเนาฟ้องไปปรึกษากำนัน แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ ๒ ได้รับสำเนาฟ้องและรู้เรื่องที่โจทก์ฟ้องแล้วก็ดี แต่คดีนี้จำเลยที่ ๑-๒ มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีซึ่งโจทก์ฟ้องว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่โจทก์ขอแบ่งร่วมกัน การที่โจทก์ฟ้องและขอให้ศาลพิพากษาแบ่ง เป็นการขอให้ศาลพิพากษาให้ปฏิบัติการอันแบ่งแยกจากกันมิได้ในระหว่างจำเลยทั้งสอง ฉะนั้น กระบวนพิจารณาที่ทำต่อจำเลยคนหนึ่งหรือจำเลยคนหนึ่งได้กระทำไป จึงเป็นประโยชน์แก่จำเลยอีกคนหนึ่งด้วย ตามนัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๙ (๑) เมื่อคดีของจำเลยที่ ๑ มีเหตุสมควรให้มีการพิจารณาใหม่ ก็ย่อมมีผลถึงจำเลยที่ ๒ ด้วย เพราะจะแยกคดีนี้ออกเป็นการเฉพาะตัวจำเลยแต่ละคนมิได้ พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ ว่า การปิดหมายให้จำเลยที่ ๑ ทราบที่บ้านเรือนจำเลยที่ ๒ เป็นการมิชอบ จึงต้องฟังว่าจำเลยที่ ๑ มิได้ขาดนัดยื่นคำให้การ และขาดนัดพิจารณา ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๙ การพิจารณาใหม่นี้เริ่มตั้งแต่เวลาขาดนัด แม้ที่มาตรา ๒๐๙ กำหนดให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ตั้งแต่เวลาขาดนัดจะมีความหมายว่า ขาดนัดพิจารณา เพราะมาตรา ๒๐๙ นี้เกี่ยวเนื่องมาจากมาตรา ๒๐๗ และ ๒๐๘ แต่การที่จำเลยที่ ๑ ขอให้พิจารณาใหม่นี้ก็เห็นได้ว่าเพื่อจำเลยที่ ๑ จะให้การต่อสู้คดี และคำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยก็ระบุเช่นนั้น ฉะนั้น ถึงอย่างไร การพิจารณาก็ย้อนไปถึงขณะเริ่มต้นสืบพยานตามมาตรา ๑๙๙ และเมื่อจำเลยขอให้ได้มีโอกาสให้การใหม่ กรณีมีเหตุสมควร ศาลก็อนุญาตให้จำเลยให้การใหม่ได้ตามมาตรา ๑๙๙ นั้น จำเลยที่ ๑ จึงให้การได้ภายในเวลาซึ่งศาลจะได้กำหนด ซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้กำหนดไว้แล้วในคำสั่ง ส่วนจำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การอยู่แล้ว และคำร้องของจำเลยที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น จำเลยที่ ๒ จึงไม่ได้รับประโยชน์ตามมาตรา ๒๐๙ ประกอบด้วยมาตรา ๑๙๙ จำเลยที่ ๒ จะให้การไม่ได้ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นจึงเป็นการคลาดเคลื่อนและเห็นว่าที่ศาลอุทธรณ์ยกประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๙ (๑) มาประกอบการวินิจฉัยในคดีนี้ ไม่ตรงกับกรณี เพราะเรื่องนี้ได้มีบัญญัติไว้เป็นพิเศษอยู่แล้ว เมื่อการพิจารณาได้ย้อนไปถึงชั้นที่จำเลยที่ ๑ ขาดนัด ตามมาตรา ๒๐๙ แล้ว การพิจารณาก็ต้องพิจารณาใหม่ทั้งคดี คือถือว่าจำเลยที่ ๒ คงขาดนัดยื่นคำให้การอยู่เช่นเดิม ต่อจากนั้นไป จำเลยที่ ๒ จะได้รับประโยชน์อย่างใดหรือไม่ ก็ต้องแล้วแต่รูปคดีเป็นอีกตอนหนึ่ง จึงพิพากษาแก้ศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่ โดยให้โอกาสเฉพาะจำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้คดีภายในกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดไว้แล้ว ส่วนคดีสำหรับจำเลยที่ ๒ ให้ดำเนินการพิจารณาไปโดยถือว่าจำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 411/2504 นายหะยีแวนาปี ปินหะยีดือเร๊ะ โจทก์ นายอาแว บินเจะแม ที่ 1 นายหะยี มะตาเย๊ะ บินหะยีหะมะ ที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายหะยีแวนาปี ปินหะยีดือเร๊ะ · 1 - นายอาแว บินเจะแม ที่ · จำเลย - นายหะยี มะตาเย๊ะ บินหะยีหะมะ ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อนุสสรนิติสาร · ชวน สิงหลกะ · การุณย์นราทร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนราธิวาส - นายมนตรี บางยี่ขัน · ศาลอุทธรณ์ - นายจิตติ ติงศภัทย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7980/2551ฎีกา 280/2530ฎีกา 1721/2528ฎีกา 681/2506ฎีกา 1645/2549ฎีกา 2076/2542ฎีกา 4637/2567ฎีกา 1268/2515ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1360/2544ฎีกา 5150/2552ฎีกา 1196/2513ฎีกา 1733/2498ฎีกา 70/2518ฎีกา 1592/2521ฎีกา 100/2540ฎีกา 916/2509ฎีกา 189/2540ฎีกา 801/2515ฎีกา 1546/2493ฎีกา 1510/2520ฎีกา 2125/2542ฎีกา 1746/2511ฎีกา 710/2499
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา