⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 412/2504

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 412/2504

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่ต่อเนื่องกับการปล้นทรัพย์ เช่น การยิงปืนเพื่อขู่ขวัญมิให้ผู้เสียหายติดตามต่อสู้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการปล้นทรัพย์และมีความผิดตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยปล้นทรัพย์และยิงปืนทางท้ายขบวนเกวียนหลังจากบอกให้พวกผู้เสียหายขับเกวียนไปได้ นั้น เป็นการยิงปืนเพื่อขู่ขวัญมิให้พวกเจ้าทรัพย์ติดตามต่อสู้ เห็นได้ว่า เหตุการณ์ยังคงต่อเนื่องกับการปล้นอยู่ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 340 วรรค 4 (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 9/2504)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.4 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.340

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามคนนี้ได้บังอาจร่วมกันเป็นคนร้ายทำการปล้นทรัพย์ และได้ใช้ปืนและมีดเป็นอาวุธ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐,๘๓ จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยทุกคนทำการปล้นทรัพย์จริง พิพากษาว่าจำเลยทั้งสามคนมีความผิดตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ วรรค ๒ และมาตรา ๘๓ ให้จำคุกคนละ ๑๒ ปี โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา ๓๔๐ วรรค ๔ ศาลฎีกาเห็นว่า เกิดเหตุเรื่องนี้ระหว่างทางเดินในป่า การที่จำเลยปล้นทรัพย์และยิงปืนทางท้ายขบวนเกวียนหลังจากบอกให้พวกผู้เสียหายขับเกวียนไปได้นั้น เป็นการยิงเพื่อประโยชน์ในการปล้น เพราะแม้จำเลยจะปล้นได้ทรัพย์ของผู้เสียหายไปแล้วก็ตาม แต่ส่อให้เห็นได้ว่า ที่จำเลยยิงปืนนั้นเพื่อขู่ขวัญมิให้พวกผู้เสียหายติดตามต่อสู้พวกจำเลยจะได้หลบหนีพาทรัพย์นั้นไปได้โดยสะดวกและให้พ้นจากการจับกุม เพราะพวกขบวนเกวียนก็มีคนมาก โดยมีเกวียนถึง ๑๗ เล่ม และพฤติการณ์ตามที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายก็เห็นได้ชัดว่า ได้มีการใช้ปืนขู่เข็ญผู้เสียหายมาแต่เริ่มลงมือปล้นแล้ว จึงไม่น่าสงสัยว่าจำเลยยิงปืนขึ้น ๒ นัด เพื่อเหตุอื่นใด นอกจากต้องการให้พวกผู้เสียหายมีความกลัวไม่กล้าติดตามพวกจำเลยนั่นเอง เห็นได้ว่าเหตุการณ์ยังไม่ขาดตอน ยังคงต่อเนื่องในการปล้นรายนี้ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจึงเห็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ วรรค ๔ จึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ วรรค ๔ และมาตรา ๘๓ ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ ๒๐ ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 412/2504 อัยการจังหวัดสกลนคร โจทก์ นายสมพงษ์ โคตรภัตร ที่ 1 นายกอง ไพรศิลป์ ที่ 2 นายตุ๊ รัตนกร ที่ 3 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการจังหวัดสกลนคร · 1 - นายสมพงษ์ โคตรภัตร ที่ · 2 - นายกอง ไพรศิลป์ ที่ · จำเลย - นายตุ๊ รัตนกร ที่ 3
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เชื้อ คงคากุล · สุทธิวาทนฤพุฒิ · ประกอบ หุตะสิงห์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสกลนคร - นายพิชัย วุฒิจำนงค์ · ศาลอุทธรณ์ - หลวงอรรถวุฒิวรวาจก์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2532ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 2530/2527ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 593/2510ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 619/2513ฎีกา 599/2532ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1270/2506ฎีกา 6355/2544ฎีกา 3578/2531ฎีกา 1893/2538ฎีกา 5487/2548ฎีกา 3595/2532ฎีกา 2936/2543ฎีกา 1315/2513ฎีกา 3380/2531ฎีกา 1/2567ฎีกา 2274/2525ฎีกา 5957/2530ฎีกา 643/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา