คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1621/2506
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานมาเองเพื่อประกอบการวินิจฉัยชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และคำสั่งรอคดีเพื่อฟังพยานหลักฐานนี้เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ต้องห้ามอุทธรณ์
ย่อคำพิพากษา
ในการไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญา แม้เมื่อโจทก์แสดงว่าหมดพยานแล้ว ศาลก็มีอำนาจสั่งเรียกพยานหลักฐานมาเองเพื่อประกอบการวินิจฉัยทำคำสั่งชั้นไต่สวนมูลฟ้องได้ และคำสั่งที่ให้รอคดีเพื่อฟังพยานหลักฐานเช่นนี้ เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 และถึงแม้ว่าในคำสั่งนั้นศาลจะได้สั่งไว้ด้วยว่าให้จำหน่ายคดีเสียชั่วคราว ถ้าสำนวนคดีที่ศาลสั่งเรียกมาเพื่อประกอบการวินิจฉัยนั้นเสร็จเมื่อใด ก็ให้โจกท์แถลงให้ศาลทราบ เพื่อจะได้ยกคดีที่มีการไต่สวนมูลฟ้องนี้ขึ้นพิจารณาสั่งต่อไป ดังนี้ ก็ต้องถือว่าเป็นการสั่งจำหน่ายคดีที่ไม่ทำให้ประเด็นแพ่งคดีเสร็จไป โจทก์ก็ยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งนี้
(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 18/2506)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นจำเลยในคดีอาญาดำที่ ๒๘๖ ก./๒๕๐๓ ของศาลทหารกรุงเทพ (ใช้กฎ ๒๐ ต.ค.๐๑) จำเลยเข้าเบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีนั้น และได้เบิกความเท็จ และจำเลยได้ทำพยานหลักฐานเท็จ ยื่นต่อนายอำเภอเพื่อให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนเชื่อว่ามีความผิดทางอาญาเกิดขึ้น แล้วจำเลยได้นำสืบหรือแสดง หลักฐานอันเป็นเท็จนั้นต่อศาลทหารกรุงเทพ ฯ ในขณะที่เข้าเบิกความเป็นพยาน ขอให้ลงโทษ
ศาลอาญาได้ไต่สวนมูลฟ้อง คือไต่สวนพยานบุคคลและเรียกพยานเอกสารต่าง ๆ ที่โจทก์อ้างได้มาแล้ว แต่มีบางฉบับยังเรียกไม่ได้ ในการไต่สวนพยานบุคคลวันสุดท้าย โจทก์แถลงว่าหมดพยานโจทก์ชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ครั้นวันนัดฟังคำสั่ง ศาลจดรายงานว่าเห็นว่าจำเป็นจะต้องได้สำนวนความที่โจทก์ถูกฟ้อง และคำเบิกความของจำเลยนี้ในคดีนั้นมาประกอบการพิจารณาทำคำสั่ง จึงขอยืมสำนวนจากกรมพระธรรมนูญกระทรวงกลาโหม เจ้ากรมพระธรรมนูญตอบมาว่ายังไม่อาจจะให้ยืมได้ในขณะนี้จนกว่าคดีเสร็จเด็ดขาดแล้ว ศาลอาญาเห็นว่ายังไม่อาจจะได้สำนวนดังกล่าวมาในเร็ววัน เพื่อไม่ให้คดีต้องล่าช้าอยู่โดยไม่จำเป็น จึงให้จำหน่ายคดีเสียชั่วคราว ถ้าคดีของศาลทหาร ฯ ดังกล่าวเสร็จเด็ดขาดเมื่อใดแล้ว ให้โจทก์ยื่นคำแถลงให้ศาลทราบเพื่อจะได้ยกคดีขึ้นพิจารณาสั่งต่อไป
โจทก์อุทธรณ์ขอให้พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งชี้ขาดมูลฟ้องโดยไม่ต้องรอเอกสารหรือสำนวนความตามที่ศาลชั้นต้นอ้าง เพราะมิใช่เหตุที่จะรอได้ตามกฎหมาย
ศาลชั้นต้นสั่งว่า "ศาลสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว คดียังไม่เสร็จเด็ดขาด จึงเป็นคำสั่งระหว่างการพิจารณา ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์"
โจทก์อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวนั้นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๙๖ ให้ยกคำร้องอุทธรณ์
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า ในการไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญา แม้เมื่อโจทก์แถลงว่าหมดพยานแล้ว ศาลก็มีอำนาจเรียกพยานหลักฐานมาเองเพื่อประกอบการวินิจฉัยทำคำสั่งชั้นไต่สวนมูลฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๒๘ ประกอบด้วย ๑๗๑ และคำสั่งที่ให้รอคดีเพื่อฟังพยานหลักฐานที่เรียกมานั้นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้คดีเสร็จสำนวนจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๖ อุทธรณ์ของโจทก์จึงต้องห้าม ส่วนข้อที่ศาลชั้นต้นได้สั่งจำหน่ายคดีไปนั้นก็เป็นคำสั่งจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวไม่ใช่เป็นคำสั่งให้จำหน่ายคดีโดยเด็ดขาด เป็นการสั่งจำหน่ายคดีที่ไม่ทำให้ประเด็นแห่งคดีเสร็จไปโจทก์จึงยังไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งเช่นนี้ได้
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1621/2506
นายสุนทร มณีนิล ที่ 1 นายสาร โนนใหญ่ ที่ 2 โจทก์
นายสาย คันศร จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายสุนทร มณีนิล ที่ 1 นายสาร โนนใหญ่ ที่ 2 · จำเลย - นายสาย คันศร |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ห้วน ประชาบาล · สอาด นาวีเจริญ · ยุ้ย อาตมียะนันทน์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลอาญา - นายพินิจ เพชรชาติ · ศาลอุทธรณ์ - นายจินดา บุณยอาคม |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา