⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1130/2517

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1130/2517

ย่อคำพิพากษา

ในคดีอาญา ศาลสั่งตัดผู้เสียหายซึ่งเป็นพยานโจทก์ไปแล้วต่อมาผู้เสียหายมาศาลโดยโจทก์ยื่นคำร้องขอสืบเป็นพยานเมื่อศาลเห็นสมควรก็ย่อมมีอำนาจสั่งให้สืบได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.228

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองโดยทุจริต ได้ร่วมกันรับตัวผู้เยาว์อายุเกินสิบสามปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี ซึ่งถูกผู้อื่นที่หลบหนีอยู่พรากไปจากการปกครองดูแลของบิดามารดาโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย ทั้งนี้เพื่อหากำไรและเพื่อการอนาจาร และจำเลยทั้งสองเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่น ได้ร่วมกันเป็นธุระจัดหาผู้เยาว์อายุไม่เกินสิบแปดปี เพื่อการอนาจาร ทั้งนี้ โดยใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม และใช้วิธีข่มขืนใจให้ค้าประเวณีเพื่อผลประโยชน์ของจำเลยทั้งสองและจำเลยทั้งสองได้หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เยาว์และผู้เสียหายอื่นจนเป็นเหตุให้บุคคลดังกล่าวปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๒, ๒๘๓, ๓๑๐, ๓๑๘, ๓๑๙, ๘๓ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๒, ๒๘๓, ๓๑๐, ๓๑๙ วรรค ๒ ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๓ ซึ่งเป็นบทที่หนักที่สุด ให้จำคุกคนละ ๔ ปี จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๒, ๒๘๓, ๓๑๐ และ ๓๑๘ วรรค ๓ ให้ลงโทษเฉพาะกระทงหนักที่สุดตามมาตรา ๙๑ คือลงโทษตามมาตรา ๓๑๘ วรรค ๓ ส่วนกำหนดโทษคงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเฉพาะข้อกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่ากรณีที่ศาลสั่งตัดพยานโจทก์ แล้วกลับสั่งให้สืบพยานโจทก์ที่ศาลสั่งตัดไปนั้นอีก เป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนวิธีพิจารณา ทำให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปโดยล่าช้า และทำให้จำเลยเสียเปรียบในเชิงคดีนั้น เห็นว่า พยานโจทก์ที่ศาลสั่งตัดเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ ซึ่งรู้เห็นเกี่ยวกับประเด็นในคดี เมื่อปรากฏว่าผู้เสียหายมาศาลโดยโจทก์ยื่นคำร้องขอสืบเป็นพยาน และศาลชั้นต้นเห็นสมควร ก็ย่อมมีอำนาจสั่งให้สืบพยานดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๘ หาทำให้กระบวนพิจารณาล่าช้าหรือทำให้จำเลยเสียเปรียบดังที่จำเลยฎีกาไม่ ศาลชั้นต้นสั่งชอบด้วยวิธีพิจารณาความแล้วและที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาคัดค้านว่าศาลอุทธรณ์ปรับบทกฎหมายคลาดเคลื่อนไปนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า บทกฎหมายที่ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นปรับแก่ความผิดของจำเลยนั้นถูกต้องแล้ว ฎีกาจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1130/2517 พนักงานอัยการกรมอัยการ โจทก์ นายอ้วน หรือชัย พึ่งชัยประเสริฐ ที่ 1 นางพร หรือสมจิต บุญมี หรือพึ่งชัย ประเสริฐ ที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการกรมอัยการ · หรือพึ่งชัย - นายอ้วน หรือชัย พึ่งชัยประเสริฐ ที่ 1 นางพร หรือสมจิต บุญมี · จำเลย - ประเสริฐ ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุธรรม วรรณแสง · สงวน สิทธิไชย · สนิท บริรักษ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายดำริ ศุภพิโรจน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายวชิระ รัตนสิงห์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2714/2526ฎีกา 1901/2521ฎีกา 4545/2531ฎีกา 2947/2529ฎีกา 392/2486ฎีกา 1362/2494ฎีกา 232/2503ฎีกา 149/2538ฎีกา 1443/2509ฎีกา 891/2492ฎีกา 568/2513ฎีกา 8889/2542ฎีกา 1525/2482ฎีกา 1035/2491ฎีกา 423/2565ฎีกา 499/2502ฎีกา 30/2493ฎีกา 3469/2553ฎีกา 2944/2544ฎีกา 284/2490ฎีกา 1061/2481ฎีกา 1058/2502ฎีกา 3122/2523ฎีกา 408/2485
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา