⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 232/2503

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 232/2503

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลมีอำนาจเรียกสำนวนคดีที่พัวพันกันมาประกอบการวินิจฉัยเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมได้เอง โดยไม่ต้องรอให้คู่ความร้องขอ

ย่อคำพิพากษา

คดีซึ่งมีกรณีพัวพันกันอยู่ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและความแพ่งศาลย่อมมีอำนาจเรียกสำนวนคดีเหล่านั้นมาประกอบการวินิจฉัยให้ข้อเท็จจริงได้ความแจ่มกระจ่างได้ โดยไม่ต้องมีคู่ความฝ่ายใดร้องขอ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.228 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.86 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.187

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฟ้องเท็จ โดยจำเลยบังอาจเอาความที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จมาฟ้องกล่าวโทษโจทก์ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่จำเลยได้ยื่นฟ้องขอให้ลงโทษโจทก์เป็นข้อความซึ่งจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จจำเลยจึงต้องมีความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. ๑๒๗ มาตรา ๑๕๘ พิพากษาวางโทษจำคุกจำเลย ๓ เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นหน้าที่ของโจทก์พิสูจน์ให้สม เมื่อโจทก์มิได้สืบพิสูจน์ให้เห็นว่า จำเลยแกล้งนำคดีมาฟ้องโจทก์โดยไม่เป็นความจริง และจำเลยทราบอยู่ดีแล้วว่าเป็นเท็จ ก็ลงโทษจำเลยไม่ได้ เท่าที่ศาลชั้นต้นได้หยิบยกคดีอาญาเลขแดงที่ ๒๑๖/๒๕๐๐ มาประกอบการพิจารณาในฐานะพยานศาล และยกเอาเอกสาร จ.๑ ในคดีนั้นมาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ที่ดินเป็นของผู้ใดนั้น เป็นการไม่ชอบ เพราะเป็นการหยิบยกเอาพยานหลักฐานซึ่งคู่ความมิได้อ้างมาเป็นพยานวินิจฉัยให้เป็นโทษแก่จำเลยในคดีอาญา ในที่สุดศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า คดีอาญาเลขแดงที่ ๒๑๖/๒๕๐๐ ซึ่งศาลชั้นต้นได้เรียกมาเป็นพยานศาลประกอบการวินิจฉัยคดีด้วยนั้น มีกรณีเกี่ยวพันกับคดีแดงเลขแดงที่ ๕/๒๔๙๙ ซึ่งโจทก์ได้อ้างเป็นพยานไว้แล้ว และในคดีอาญาเลขแดงที่ ๒๑๖/๒๕๐๐ จำเลยก็ได้ฟ้องนายหมาด คำนิล พยานโจทก์ในคดีแพ่งแดงที่ ๕/๒๔๙๙ ว่าเบิกความเท็จในคดีดังกล่าว นับได้ว่าเป็นกรณีพัวพันกันอยู่ ศาลยุติธรรมอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๘ และ ๑๕ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๖ วรรค ๓ และมาตรา ๑๘๗ ย่อมทรงสิทธิเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะทำการสืบพยานหลักฐานต่อไปให้ได้ความแจ่มกระจ่างว่าเท็จจริงเป็นไฉนได้ โดยไม่ต้องมีฝ่ายใดร้องขอ ที่ศาลชั้นต้นเรียกสำนวนดังกล่าวมา ประกอบการวินิจฉัย จึงชอบที่จะทำได้ เท่าที่ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องนั้นชอบด้วยรูปคดีแล้ว จึงพิพากษากลับ ให้ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นทุกประการ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 232/2503 นายเหยบ หมิ่นใจ โจทก์ นายกล่ำ พรหมทอง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเหยบ หมิ่นใจ · จำเลย - นายกล่ำ พรหมทอง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประจักษ์ศุภอรรถ · ไชยเจริญ สันติศิริ · บริรักษ์จรรยาวัตร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดกระบี่ - นายสุทธิ บัวแก้ว · ศาลอุทธรณ์ - หลวงพิชิตปฏิภาณ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4359/2540ฎีกา 99/2541ฎีกา 2918/2522ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1305/2547ฎีกา 3007/2525ฎีกา 1195/2535ฎีกา 230/2510ฎีกา 4046/2536ฎีกา 913/2538ฎีกา 1416-1418/2508ฎีกา 7988/2551ฎีกา 2186/2550ฎีกา 164/2553ฎีกา 185/2566ฎีกา 6911/2544ฎีกา 7937/2538ฎีกา 3604/2533ฎีกา 1603/2551ฎีกา 6321/2544ฎีกา 235/2540ฎีกา 4545/2531ฎีกา 3329/2550ฎีกา 1165/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา