คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 232/2503
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลมีอำนาจเรียกสำนวนคดีที่พัวพันกันมาประกอบการวินิจฉัยเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมได้เอง โดยไม่ต้องรอให้คู่ความร้องขอ
ย่อคำพิพากษา
คดีซึ่งมีกรณีพัวพันกันอยู่ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและความแพ่งศาลย่อมมีอำนาจเรียกสำนวนคดีเหล่านั้นมาประกอบการวินิจฉัยให้ข้อเท็จจริงได้ความแจ่มกระจ่างได้ โดยไม่ต้องมีคู่ความฝ่ายใดร้องขอ
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฟ้องเท็จ โดยจำเลยบังอาจเอาความที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จมาฟ้องกล่าวโทษโจทก์
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่จำเลยได้ยื่นฟ้องขอให้ลงโทษโจทก์เป็นข้อความซึ่งจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จจำเลยจึงต้องมีความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. ๑๒๗ มาตรา ๑๕๘ พิพากษาวางโทษจำคุกจำเลย ๓ เดือน
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นหน้าที่ของโจทก์พิสูจน์ให้สม เมื่อโจทก์มิได้สืบพิสูจน์ให้เห็นว่า จำเลยแกล้งนำคดีมาฟ้องโจทก์โดยไม่เป็นความจริง และจำเลยทราบอยู่ดีแล้วว่าเป็นเท็จ ก็ลงโทษจำเลยไม่ได้ เท่าที่ศาลชั้นต้นได้หยิบยกคดีอาญาเลขแดงที่ ๒๑๖/๒๕๐๐ มาประกอบการพิจารณาในฐานะพยานศาล และยกเอาเอกสาร จ.๑ ในคดีนั้นมาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ที่ดินเป็นของผู้ใดนั้น เป็นการไม่ชอบ เพราะเป็นการหยิบยกเอาพยานหลักฐานซึ่งคู่ความมิได้อ้างมาเป็นพยานวินิจฉัยให้เป็นโทษแก่จำเลยในคดีอาญา ในที่สุดศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า คดีอาญาเลขแดงที่ ๒๑๖/๒๕๐๐ ซึ่งศาลชั้นต้นได้เรียกมาเป็นพยานศาลประกอบการวินิจฉัยคดีด้วยนั้น มีกรณีเกี่ยวพันกับคดีแดงเลขแดงที่ ๕/๒๔๙๙ ซึ่งโจทก์ได้อ้างเป็นพยานไว้แล้ว และในคดีอาญาเลขแดงที่ ๒๑๖/๒๕๐๐ จำเลยก็ได้ฟ้องนายหมาด คำนิล พยานโจทก์ในคดีแพ่งแดงที่ ๕/๒๔๙๙ ว่าเบิกความเท็จในคดีดังกล่าว นับได้ว่าเป็นกรณีพัวพันกันอยู่ ศาลยุติธรรมอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๘ และ ๑๕ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๖ วรรค ๓ และมาตรา ๑๘๗ ย่อมทรงสิทธิเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะทำการสืบพยานหลักฐานต่อไปให้ได้ความแจ่มกระจ่างว่าเท็จจริงเป็นไฉนได้ โดยไม่ต้องมีฝ่ายใดร้องขอ ที่ศาลชั้นต้นเรียกสำนวนดังกล่าวมา ประกอบการวินิจฉัย จึงชอบที่จะทำได้
เท่าที่ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องนั้นชอบด้วยรูปคดีแล้ว จึงพิพากษากลับ ให้ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นทุกประการ
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 232/2503
นายเหยบ หมิ่นใจ โจทก์
นายกล่ำ พรหมทอง จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายเหยบ หมิ่นใจ · จำเลย - นายกล่ำ พรหมทอง |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ประจักษ์ศุภอรรถ · ไชยเจริญ สันติศิริ · บริรักษ์จรรยาวัตร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดกระบี่ - นายสุทธิ บัวแก้ว · ศาลอุทธรณ์ - หลวงพิชิตปฏิภาณ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา