⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 568/2513

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 568/2513

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้เสียหายที่ฟ้องคดีอาญาในฐานะโจทก์ย่อมเป็นคู่ความ และมีสิทธิระบุพยานหรือสืบพยานเพิ่มเติมได้ตามบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ย่อคำพิพากษา

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (14) คำว่า"โจทก์ หมายความถึงพนักงานอัยการหรือผู้เสียหายซึ่งฟ้องคดีอาญาต่อศาลหรือทั้งคู่ ในเมื่อพนักงานอัยการและผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วมกัน" เมื่อผู้เสียหายเป็นโจทก์ตามบทกฎหมายดังกล่าว ก็ย่อมเป็น "คู่ความ" ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 2 (15) จึงชอบที่จะระบุพยานหรือสืบพยานเพิ่มเติมได้โดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และ 228

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.228 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.88

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกันชกต่อยทำร้ายร่างกายนายนาแรนซิงห์ จาวลา ผู้เสียหายจนได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕, ๘๓ จำเลยให้การปฏิเสธ ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังว่า จำเลยที่ ๑ ผู้เดียวได้กระทำผิดจริงพิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ ผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ จำคุก๑ เดือน ส่วนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ พยานหลักฐานโจทก์ไม่พอฟังลงโทษให้ยกฟ้อง โจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ปรึกษาแล้ว เห็นว่าอุทธรณ์โจทก์ร่วมเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๒๒ ที่แก้ไขโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๓ มาตรา ๑๐ จึงให้ยกอุทธรณ์โจทก์ร่วม ส่วนคดีเฉพาะจำเลยที่ ๑ นั้น ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ฎีกาทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย ข้อ ๔(๑) ที่ว่าโจทก์ร่วมจะอ้างและนำสืบพยานเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากพยานหลักฐานที่ผู้ว่าคดีอ้างและนำสืบไว้แล้วได้หรือไม่ ส่วนฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไม่รับเพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ ศาลฎีกาประชุมปรึกษาปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวแล้ว เห็นว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒(๑๔) คำว่า "โจทก์หมายความถึง พนักงานอัยการหรือผู้เสียหายซึ่งฟ้องคดีอาญาต่อศาลหรือทั้งคู่ในเมื่อพนักงานอัยการและผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วมกัน" เมื่อผู้เสียหายเป็นโจทก์ตามบทกฎหมายดังกล่าวก็ย่อมเป็น "คู่ความ" ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒(๑๕) จึงชอบที่จะระบุพยานหรือสืบพยานเพิ่มเติมได้โดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๘ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ และ ๒๒๘ พิพากษายืน ยกฎีกาจำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 568/2513 ผู้ว่าคดีศาลแขวงพระนครเหนือ โจทก์ นายนาแรนซิงห์ จาวลา โจทก์ร่วม นายฮาร์มินเดอร์ซิงห์ ชวาลา ที่ 1 นายตาร์ยิดซิงห์ ชวาลา ที่ 2 นายนเรนทร์ซิงห์ ชวาลา ที่ 3 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ผู้ว่าคดีศาลแขวงพระนครเหนือ · โจทก์ร่วม - นายนาแรนซิงห์ จาวลา · 2 - นายฮาร์มินเดอร์ซิงห์ ชวาลา ที่ 1 นายตาร์ยิดซิงห์ ชวาลา ที่ · จำเลย - นายนเรนทร์ซิงห์ ชวาลา ที่ 3
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จรัญ อิศระ · ถาวร หุตะโกวิท · ชลอ บุปผเวส
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายสุรัช รัตนอุดม · ศาลอุทธรณ์ - นายเฉลิม กรพุกกะณะ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2076/2542ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 3007/2525ฎีกา 8080/2538ฎีกา 1511/2520ฎีกา 7988/2551ฎีกา 2186/2550ฎีกา 4549/2540ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 6911/2544ฎีกา 280/2505ฎีกา 2252/2560ฎีกา 11720/2555ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4545/2531ฎีกา 3329/2550ฎีกา 6455/2538ฎีกา 1165/2537ฎีกา 1166/2491ฎีกา 4636/2543ฎีกา 1813/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา