⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1730/2506

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1730/2506

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ย่อมลงโทษจำเลยตามความผิดแต่ละกรรมไป

ย่อคำพิพากษา

จำเลยฉุดคร่าผู้เสียหายจากทางเดิน นำเข้าป่าข้างทางห่างทางเดิน 7-8 วา แล้วร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายในป่านั้น เป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน มาตรา 281 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ไม่ใช่บทลงโทษ ไม่จำต้องยกขึ้นปรับบทลงโทษจำเลย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.276 ประมวลกฎหมายอาญา ม.281 ประมวลกฎหมายอาญา ม.284 ประมวลกฎหมายอาญา ม.285

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

จำเลยร่วมกันฉุดคร่าผู้เสียหายแล้วกระทำชำเรา โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลมณฑลทหารบกที่ ๕ (ศาลจังหวัด ไชยา) ในข้อหาฉุดคร่าเพื่อการอนาจาร แล้วมาฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดไชยาในข้อหากระทำชำเรา เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลจังหวัดไชยาพิพากษาจำคุกจำเลยคนละ ๔ ปี และนับโทษต่อจากคดีของศาลมณฑลทหารบก ที่ ๕ (ศาลจังหวัดไชยา) จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ขอให้ลดโทษและไม่ให้นับโทษต่อ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การที่จำเลยฉุดคร่าผู้เสียหายไปแล้วกระทำชำเรา เป็นกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยฐานฉุดคร่าเพื่อการอนาจารต่อศาลมณฑลทหารบกที่ ๕ (ศาลจังหวัดไชยา) จนศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในคดีนั้นแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในคดีนี้ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๔ (๔) จึงพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาเห็นว่า แม้กรรมที่จำเลยกระทำการฉุดคร่าและข่มขืนกระทำชำเราจะได้กระทำต่อเนื่องกันก็ดี หรือความมุ่งหมายของจำเลยต้องการผลสุดท้ายในการชำเราผู้เสียหายก็ดี มิใช่เป็นเหตุที่จะวินิจฉัยว่าเป็นกรรมเดียวกัน ข้อสำคัญอยู่ที่ว่ากรรมที่จำเลยกระทำอันเป็นความผิดฐานใดฐานหนึ่งได้จนสำเร็จไปตอนหนึ่งแล้ว จำเลยได้กระทำกรรมใหม่อันเป็นความผิดขึ้นอีก แม้จะติดต่อกัน สถานที่เดียวกัน ก็เป็นความผิดหลายกรรมได้ คดีนี้ จำเลยฉุดคร่าผู้เสียหายไปจากทางเดินเพื่อการอนาจาร ความผิดฐานฉุดคร่าได้สำเร็จแล้วและขาดตอนลง เมื่อนำผู้เสียหายไปถึงที่จะกระทำชำเรา จำเลยกระทำกรรมใหม่ขึ้น คือ ข่มขืนกระทำชำเราเป็นอีกกรรมหนึ่งต่างหากจากกรรมฉุดคร่า จึงเป็นความผิดหลายกรรม ศาลจะลงโทษผู้กระทำผิดทุกกรรมก็ได้ แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยต่อศาลทหารในความผิดฐานฉุดคร่าแล้ว ก็ยังมีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราต่อศาลพลเรือนได้อีก ที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๑ ด้วยนั้น มาตรานี้ไม่ใช่บทลงโทษ ไม่จำต้องยกขึ้นปรับบทลงโทษจำเลย พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลทหารใช้ดุลยพินิจลงโทษจำเลยตลอดจนถึงผลเสียหายอันเป็นความผิดในคดีนี้ด้วยแล้ว จึงไม่นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากคดีของศาลทหาร .ฯ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1730/2506 อัยการประจำศาลจังหวัดไชยา โจทก์ นายสว่าง แสงขำ ที่ 1 นายอำมร แสงเพ็ชร์ ที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการประจำศาลจังหวัดไชยา · จำเลย - นายสว่าง แสงขำ ที่ 1 นายอำมร แสงเพ็ชร์ ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พจน์ ปุษปาคม · บริรักษ์จรรยาวัตร · จิตติ ติงศภัทิย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดไชยา - นายพลจิตต์ ดียืม · ศาลอุทธรณ์ - นายชลัม รุทระวณิช
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7570/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1656/2512ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 19406/2555ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1124/2496ฎีกา 1699/2525ฎีกา 1715/2545ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1875/2547ฎีกา 1979/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 2766/2546ฎีกา 1499/2531ฎีกา 8833/2554ฎีกา 3864/2546ฎีกา 801/2503ฎีกา 2664/2520ฎีกา 3310/2541ฎีกา 34/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา