⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1770/2506

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1770/2506

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อตัวการที่ไม่ได้เปิดเผยชื่อยังไม่ได้แสดงตนเข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญาที่ตัวแทนได้ทำไว้ ตัวแทนย่อมมีสิทธิในสัญญานั้น และมีอำนาจฟ้องร้องบังคับคดีได้.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์เป็นกรรมการอำนาวยการบริษัท ท. และบริษัท ทปด.โจทก์ให้ ส.ลงชื่อเป็นผู้ซื้อฝากทรัพย์รายพิพาทจากจำเลย แต่ความจริงปรากฎว่าบริษัท ทปด.เป็นผู้ซื้อฝากที่แท้จริง จำเลยมิได้ไถ่ทรัพย์คืนจนพ้นกำหนด ส.ถึงแก่กรรม ทายาทของ ส. โอนทรัพย์รายพิพาทให้แก่โจทก์เมื่อตัวการที่ไม่เปิดเผยชื่อ คือ บริษัท ทปด.ยังมิได้แสดงตนเข้ารับเอาสัญญาที่โจทก์ได้ทรัพย์รายพิพาท โจทก์ก็คงมีสิทธิตามสัญญานั้นอยู่ มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและให้จำเลยส่งทรัพย์รายพิพาทให้ เมื่อโจทก์ฟ้องแล้วบริษัท ทปด.ร้องสอดขอเข้ามาในคดีเข้าแทนที่โจทก์รับเอาสัญญาจากโจทก์ โจทก์ก็ยินยอม ดังนี้ บริษัท ทปด.ก็ได้อำนาจจากโจทก์โดยตัวแทนยอมคืนทรัพย์สินให้ตัวการ จำเลยจะคัดค้านว่าโจทก์กับบริษัท ทปอ.ไม่มีอำนาจฟ้องย่อมฟังไม่ได้ และเมื่อพ้นกำหนดการไถ่แล้ว ทรัพย์รายพิพาทไม่ใช่เป็นของจำเลยแล้ว จำเลยก็ไม่มีสิทธิที่จะอยู่และใช้ทรัพย์นี้ได้ต่อไป ดังนั้น โจทก์จะเป็นผู้รับซื้อฝากเองหรือผู้ใดจะอ้างว่าเป็นตัวการเข้ารับเอาสัญญาที่โจทก์รับซื้อฝากแทน ผลก็เท่ากัน ไม่ทำให้เสื่อมสิทธิของจำเลยในการขายฝากนี้แต่อย่างใด เพราะเมื่อจำเลยไม่มีสิทธิในทรัพย์รายพิพาทแล้ว ทรัพย์นั้นจะเป็นของบริษัท ทปด.ผู้ร้องสอดดังที่ผู้ร้องสอดกล่าวอ้างหรือว่าเป็นของบริษัท ท. โดย ส.รับซื้อแทนดังที่จำเลยอ้าง ก็เป็นเรื่องของโจทก์ที่จะยอมรับความเป็นจริง จำเลยไม่อาจอ้างเรื่องสิทธิฟ้องร้องขึ้นต่อสู้ว่าทรัพย์นั้นเป็นของบริษัท ท.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.57 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.491 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.806

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ขายฝากที่ดินพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างอันมีโรงเลื่อยจักรแก่นายสวัสดิ์ ต่อมานายสวัสดิ์ตาย และจำเลยมิได้ไถ่จากทายาทของนายสวัสดิ์ จนพ้นกำหนดไถ่แล้ว ทรัพย์สินที่ขายฝากจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของภรรยาและบุตรของนายสวัสดิ์แล้วภรรยาและบุตรของนายสวัสดิ์ได้โอนขายให้แก่โจทก์ โจทก์เรียกให้จำเลยมาทำสัญญาเช่า จำเลยก็ไม่มาทำ โจทก์แจ้งให้ออกไปและงดใช้เครื่องจักร ขอให้พิพากษาขับไล่ และให้มอบเครื่องจักรแก่โจทก์ กับใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นหนี้บริษัทไทยประสิทธิจำกัดอยู่หนึ่งล้านสามแสนกว่าบาท โจทก์ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทกับจำเลยได้ทำสัญญาตกลงกันว่าหนี้จำนวนนี้จำเลยได้เอาเงินซึ่งจำเลยจำนองที่ดินพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวนั้นไว้แก่บริษัทไทยประสิทธิประกันภัยจำกัด ใช้คืนเสียห้าแสนกว่าบาท คงเป็นหนี้อยู่อีกแปดแสนกว่าบาท ในการทำสัญญาจำนองโจทก์มอบอำนาจให้นายสวัสดิ์ลงชื่อในสัญญาจำนองแทนบริษัทไทยประสิทธิจำกัด ต่อมาบริษัทไทยประสิทธิจำกัด ฟ้องจำเลย แล้วได้ตกลงระงับหนี้กันโดยตกลงว่าจำเลยต้องขายฝากที่ดินพร้อมทั้งโรงเลื่อยนั้นเป็นประกัน โดยโจทก์ในฐานะกรรมการผู้จัดการกับนายสนิทกรรมการของบริษัทไทยประสิทธิจำกัด ให้นายสวัสดิ์รับซื้อฝากแทนบริษัทไทยประสิทธิจำกัด จำเลยจึงทำสัญญาขายฝากตามสำเนาท้ายฟ้อง โดยเป็นที่รู้และเข้าใจกันว่านายสวัสดิ์เป็นผู้แทนของบริษัทไทยประสิทธิจำกัด จำเลยไม่ได้รับเงินตามสัญญาขายฝากเลย นายสวัสดิ์กับจำเลยจึงไม่มีข้อผูกพันกันแต่อย่างใด ทายาทของนายสวัสดิ์หรือโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะถือเอาประโยชน์จากสัญญาขายฝาก การโอนกรรมสิทธิ์ตามฟ้องจึงเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต โจทก์จะอ้างกรรมสิทธิ์มาฟ้องคดีนี้หาได้ไม่ และหนังสือขายฝากที่ดินดังกล่าวก็เป็นโมฆะ เพราะบริษัทไทยประสิทธิจำกัดจะซื้อขายฝากที่ดินไม่ได้ เป็นการต้องห้ามตามกฎหมายและผิดวัตถุประสงค์ฯลฯ บริษัทไทยประสิทธิประกันภัยและคลังสินค้าจำกัดร้องสอดเข้ามาขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์เดิม โดยอ้างว่าผู้ร้องสอดกับบริษัทไทยประสิทธิจำกัดเป็นคนละบริษัท แต่มีกรรมการอำนวยการคนเดียวกัน คือ โจทก์ในคดีนี้ ผู้ร้องสอดมีส่วนได้เสียในผลแห่งคดี โดยที่โจทก์ก็ดี นายสวัสดิ์ก็ดี เป็นตัวแทนของผู้ร้องสอดทำการรับซื้อฝากที่พิพาทนี้โดยไม่เปิดเผยตัวการผู้ร้องสอดประสงค์จะเปิดเผยเพื่อรับเอาผลแห่งการกระทำของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๘๐๖ บริษัทไทยประสิทธิจำกัดหาได้เกี่ยวข้องรับซื้อขายฝากที่พิพาทนี้ไม่ โดยเหตุว่าเดิมจำเลยเป็นหนี้บริษัทไทยประสิทธิจำกัด แล้วต่อมาจำเลยรับสภาพหนี้และหักหนี้กับบริษัทนั้น แต่ไม่มีเงินให้กักหนี้ จึงเอาที่พิพาทจำนองโจทก์ โจทก์รับจำนองแทนผู้ร้องสอด แต่โจทก์ให้นายสวัสดิ์ลงชื่อรับจำนองแทน จำเลยได้เอาเงินจำนองบางส่วนชำระหนี้บริษัทไทยประสิทธิจำกัด และยังคงเป็นหนี้อยู่อีกจำนวนหนึ่ง บริษัทนั้นจึงฟ้องล้มละลาย จำเลยจึงยอมทำสัญญาขายฝากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ ในการทำสัญญาขายฝากนี้นายสวัสดิ์ลงชื่อรับซื้อฝากแทนโจทก์ โดยโจทก์และนายสวัสดิ์ เป็นตัวแทนของผู้ร้องสอดโดยไม่เปิดเผยชื่อ หลังจากนั้นนายสวัสดิ์ก็ตาย จำเลยก็ไม่ไถ่การขายฝาก ทายาทของนายสวัสดิ์สู้ว่านายสวัสดิ์รับซื้อฝากแทนผู้ร้องสอด จึงโอนขายที่พิพาทให้โจทก์ซึ่งรับซื้อแทนผู้ร้องสอด ขอให้ศาลพิพากษาตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์แก่ผู้ร้องสอด โจทก์เดิมแถลงว่าเป็นความจริงตามคำร้องสอด ยินยอมให้เข้ามาแทนที่โจทก์ส่วนจำเลยคัดค้าน แต่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมด้วย โดยเข้าแทนที่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารให้จำเลยส่งมอบเครื่องจักร และให้ใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๕๐๐ บาท ตั้งแต่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๐๑ โจทก์จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะค่าเสียหาย ให้จำเลยใช้เดือนละ ๓,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้อง จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยได้ทำสัญญาจำนองและขายฝากที่ดินและโรงเลื่อยจักรรายพิพาทลบล้างหนี้สินกับบริษัทไทยประสิทธิจำกัด และบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย ฯ จำกัด จนกระทั่งพ้นกำหนดการไถ่ ทรัพย์รายพิพาทไม่ใช่เป็นของจำเลยแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิจะอยู่และใช้ทรัพย์รายนี้ได้ต่อไป ดังนั้น โจทก์จะเป็นผู้รับซื้อฝากเอง หรือผู้ใดจะอ้างว่าเป็นตัวการเข้ารับเอาสัญญาที่โจทก์รับซื้อฝากแทน ผลที่เท่ากัน ไม่ทำให้เสื่อมเสียสิทธิของจำเลยในการขายฝากนี้อย่างใด ทรัพย์นั้นจะเป็นของผู้ร้องสอดหรือของบริษัทไทยประสิทธิจำกัด ก็เป็นเรื่องของโจทก์ที่จะยอมรับตามความจริง และตามพยานหลักฐาน ศาลฎีกาก็เห็นพ้องกับศาลล่างที่ฟังว่าผู้ร้องสอดเป็นผู้รับซื้อฝาก ข้อที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ตัวการที่ไม่เปิดเผยชื่อจะเข้าแทนที่โจทก์ ฟ้องก็ไม่สมบูรณ์นั้น เห็นว่า เมื่อตัวการที่ไม่เปิดเผยชื่อยังมิได้แสดงตนเข้ารับเอาสัญญาที่โจทก์ได้ทรัพย์สินพิพาท โจทก์ก็คงมีสิทธิตามสัญญานั้นอยู่และมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ เมื่อตัวการคือผู้ร้องสอดแสดงตนเข้ารับเอาสัญญาจากโจทก์ โจทก์ยินยอม ผู้ร้องสอดก็ได้อำนาจจากโจทก์โดยตัวแทนยอมคืนทรัพย์สินให้ตัวการ จำเลยจะคัดค้านไม่ให้มีอำนาจฟ้องทั้งสองคนไม่ได้ เมื่อวินิจฉัยข้ออื่นด้วยแล้ว พิพากษาแก้เฉพาะค่าเสียหาย ให้จำเลยใช้เดือนละ ๑,๕๐๐ บาท ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1770/2506 นายบุญทอง สันติกาญจน์ โจทก์ นายบุญยัง พัวพันธ์ จำเลย บริษัทไทยประสิทธิประกันภัยและคลังสินค้าจำกัด ผู้ร้องสอด

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายบุญทอง สันติกาญจน์ · จำเลย - นายบุญยัง พัวพันธ์ · ผู้ร้องสอด - บริษัทไทยประสิทธิประกันภัยและคลังสินค้าจำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พจน์ ปุษปาคม · จิตติ ติงศภัทิย์ · สุธรรมานุวัตน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดลำปาง - นายประพจน์ ถิระวัฒน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายชิต บุณยประภัศร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 5317/2538ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 8119/2540ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2224/2528ฎีกา 4832/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา