⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1889/2506

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1889/2506

ป.อาญา ม.177, 180

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเบิกความอันเป็นเท็จในข้อสำคัญในคดี เป็นความผิดฐานเบิกความเท็จ

ย่อคำพิพากษา

จำเลยได้ทราบหมายเรียกและสำเนาฟ้องของโจทก์แล้ว มาเบิกความอันเป็นเท็จว่าไม่ทราบเป็นเหตุให้ศาลหลงเชื่อและอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้ และเป็นผลให้จำเลยชนะคดีโจทก์ในที่สุดนั้น ความเท็จที่จำเลยเบิกความถือว่าเป็นข้อสำคัญในคดี จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานเบิกความเท็จ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.177 ประมวลกฎหมายอาญา ม.180

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายอาญา ม.177 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.180 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ทำหนังสือเป็นคำร้องเท็จและเบิกความเท็จต่อศาลว่าจำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การตามกำหนดก็โดยจำเลยไปต่างจังหวัด เป็นเหตุให้ศาลหลงเชื่อและสั่งให้จำเลยยื่นคำให้การแก้คดีขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๗๗ และ ๑๘๐ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องเห็นว่าคดีมีมูล จึงมีคำสั่งให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นเห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๗๗ จึงพิพากษาลงโทษจำคุก จำเลย ๑ ปี ปรับ ๑,๐๐๐ บาท แต่มีเหตุอันควรปราณี จึงให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้ ๒ ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า พยานเอกสารและพยานบุคคลขัดแย้งกัน และโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าจำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาฟ้องเมื่อใด จึงพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ประเด็นสำคัญในเบื้องต้นจึงอยู่ที่ว่า คำร้องและคำเบิกความของจำเลยเป็นความเท็จหรือไม่ คำพยานโจทก์พอฟังได้ว่าจำเลยได้ทราบถึงหมายเรียกและสำเนาฟ้องในคดีแพ่งของศาลจังหวัดนครปฐมตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม ๒๕๐๑ นั้นแล้ว ที่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลว่าไม่ทราบถึงหมายเรียกและสำเนาฟ้อง เพิ่งทราบเมื่อกลับบ้านในวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๐๑ หรือที่จำเลยเบิกความว่าเพิ่งทราบเมื่อกลับบ้านตามวันดังกล่าวจึงเป็นความเท็จและเหตุที่จำเลยที่ยื่นคำร้องและเบิกความอันเป็นเท็จนี่เอง ศาลจึงได้หลงเชื่อและอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การและเข้าต่อสู้คดีกับโจทก์ได้อย่างเต็มที่ อันเป็นผลให้จำเลยชนะคดีโจทก์ได้ในที่สุด ฉะนั้น ความเท็จที่จำเลยเปิดความต่อศาลจึงเป็นหน้าที่ข้อสำคัญในคดี จำเลยจึงต้องมีความผิดดังที่โจทก์ฟ้อง ฏีกาโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ลงโทษจำเลยไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1889/2506 ขุนทองประศาสน์ โจทก์ นางกิมไล้ เทศศิริ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ขุนทองประศาสน์ · จำเลย - นางกิมไล้ เทศศิริ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประกอบ หุตะสิงห์ · เชื้อ คงคากุล · สนิท สุมาวงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครปฐม - นายประมูล ศรัทธาทิพย์ · ศาลอุทธรณ์ - นายจวน เจียรนัย
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 725/2567ฎีกา 4784/2529ฎีกา 3014/2531ฎีกา 730/2516ฎีกา 22/2466ฎีกา 3584/2524ฎีกา 2907/2526ฎีกา 18211/2555ฎีกา 605/2511ฎีกา 374/2537ฎีกา 1998/2553ฎีกา 191/2520ฎีกา 1193/2510ฎีกา 13657/2555ฎีกา 904/2516ฎีกา 769-770/2539ฎีกา 3098/2539ฎีกา 4974/2531ฎีกา 957-958/2525ฎีกา 3127/2540ฎีกา 3870/2550ฎีกา 556/2514ฎีกา 497/2537ฎีกา 4582/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา