⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 334/2506

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 334/2506

ป.พ.พ. ม.237 · ป.วิ.แพ่ง ม.55

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลอื่นฟ้องคดีต่อลูกหนี้ซึ่งมีทรัพย์สินจำนองไว้แก่เจ้าหนี้ ยังไม่ถือเป็นการโต้แย้งสิทธิของเจ้าหนี้ หากเจ้าหนี้ยังไม่ได้บังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินนั้น

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 2 กู้เงินโจทก์และได้มอบโฉนดที่ดินซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ยึดไว้เมื่อทำสัญญากู้เงิน ต่อมาจำเลยที่ 1 ฟ้องจำเลยที่ 2 อ้างว่าจำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ในที่ดินนั้น ดัรงนี้ ตราบใดที่โจทก์ยังมิได้นำยึดที่ดินตามโฉนดนั้นเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ก็ยังไม่มีสิทธิเกี่ยวข้องอย่างใดที่จะบังคับทวงหนี้เอากับที่ดินนั้น การที่จำเลยที่ 1 ฟ้องจำเลยที่ 2 นั้น จึงยังไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และการที่จำเลยที่ 1 ฟ้องจำเลยที่ 2 เช่นนั้น และจำเลยที่ 2 ให้การรับว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนอยู่ในที่ดินด้วยก็ไม่เป็นการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 เพราะจำเลยที่ 2 ยังมิได้ทำนิติกรรมแต่อย่างใด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.237

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.237 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ กู้เงินโจทก์และนำโฉนดที่ ๓๔๑๓ ซึ่งจำเลยที่ ๒ ถือกรรมสิทธิ์แต่ผู้เดียวมาเป็นหลักประกันเงินกู้ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้แกล้งตั้งรูปฟ้องจำเลยที่ ๒ โดยรู้อยู่แล้วว่าที่ดินโฉนดที่ ๓๔๑๓ จำเลยที่ ๒ ได้เอาประกันเงินกู้โจทก์ไว้ และเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๒ แต่ผู้เดียว กลับแกล้งกล่าวฟ้องว่าเป็นหุ้นส่วนซื้อร่วมกันโดยจำเลยที่ ๑ ออกเงิน ๒๐,๐๐๐ ่บาท จำเลยที่ ๒ ออกเงิน ๕,๐๐๐ บาท แล้วขอให้ศาลบังคับจำเลยที่ ๒ ให้จำเลยที่ ๑ มีกรรมสิทธิ์ร่วมด้วย จำเลยที่ ๒ ก็รับตามฟ้องอันเป็นการสมยอมเพื่อจำหน่ายทรัพย์ให้พ้นการบังคับคดี และเป็นการฉ้อฉลทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ จึงขอให้ศาลแสดงว่าการเข้าหุ้นส่วนซื้อกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๑๓ ระหว่างจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ เป็นไปโดยไม่สุจริต จำเลยที่ ๑ ไม่มีกรรมสิทธิ์ร่วม ห้ามจำเลยที่ ๑ เกี่ยวข้องกับที่ดินโฉนดที่ ๓๔๑๓ จำเลยทั้ง ๒ ให้การต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยเชื่อว่าจำเลยที่ ๑ ได้ออกเงินซื้อที่ดินโฉนดที่ ๓๔๑๓ ไป ๒๐,๐๐๐ บาท ร่วมกับจำเลยที่ ๒ และฟังว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้สมคบกับจำเลยที่ ๒ เพื่อฉ้อฉลโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการฉ้อฉลที่จำเลยที่ ๒ รับว่าจำเลยที่ ๑ มีกรรมสิทธิ์ร่วมในโฉนดที่ดินที่ ๓๔๑๓ นั้นเสีย ห้ามมิให้จำเลยที่ ๑ เกี่ยวข้องกับที่ดินโฉนดที่ ๓๔๑๓ ต่อไป จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิของโจทก์ในกรณีนี้มีอยู่เพียงสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินกุ้จำนวน ๒๖,๔๕๖.๒๕ ่บาท การทีจำเลยที่ ๒ นำโฉนดเลขที่ ๓๔๑๓ ไปให้โจทก์ยึดไว้เพื่อทำสัญญากู้เงินนั้น หาเป็นการนำทรัพย์คือที่ดินตามโฉนดนั้นไปเป็นประกันเงินกู้หรือประกันการชำระหนี้ตามกฎหมายอย่างไรไม่ ฉะนั้น ตราบใดที่โจทก์ยังมิได้นำยึดที่ดินตามโฉนดนั้นเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ก็ยังไม่มีสิทธิเกี่ยวข้องอย่างใดที่จะบับคับทวงหนี้เอากับที่ดินนั้น ดังนั้น การที่จำเลยที่ ๑ ฟ้องจำเลยที่ ๒ อ้างว่าจำเลยที่ ๑ มีกรรมสิทธิ์ร่วมอยู่ในที่ดินนั้น จึงยังไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แต่อย่างใด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธินำคดีขึ้นสู่ศาลฟ้องร้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กรณีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อโจทก์นำยึดที่ดินแปลงนี้ตามคำพิพากษาแล้ว และเมื่อจำเลยที่ ๑ มาร้องอ้างว่าจำเลยที่ ๑ มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทนั้นอยู่ส่วนหนึ่ง ในชั้นนี้โจทก์ยังมิได้นำยึดที่ดินโฉนดที่ ๓๔๑๓ นั้น จึงยังไม่มีการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แต่อย่างใด โจทก์ยังไม่มีสิทธิว่ากล่าวเป็นคดีนี้ขึ้น ฯลฯและที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าการที่จำเลยที่ ๑ ฟ้องจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๒ ให้การรับว่าจำเลยที่ ๑ มีส่วนอยู่ในที่ดินด้วยอันเป็นการฉ้อฉลนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าการเพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ นั้น ต้องเป็นการเพิกถอนซึ่งนิติกรรมอันลูกหนี้ได้กระทำลง กรณีนี้จำเลยที่ ๒ ยังมิได้ทำนิติกรรมแต่อย่างใด และถึงแม้ว่าจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๑ จะได้ทำสัญญาประนีประนอมกันและศาลได้พิพากษาไปตามยอมนั้นแล้ว คำพิพากษาระหว่างจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ นั้น ก็หาอาจใช้ยันโจทก์โดยเด็ดขาดได้ไม่ เพราะโจทก์อาจพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่า พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์โดยนัยดังกล่าว ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 334/2506 นายตี๋ แซ่ภู โจทก์ นางปุ่น เม็งเส็ง ที่ 1 นายเหลือ เม็งเส็ง ที่ 2 ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายตี๋ แซ่ภู · ล. - นางปุ่น เม็งเส็ง ที่ 1 นายเหลือ เม็งเส็ง ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประมูล สุวรรณศร · โพยม เลขยานนท์ · เจน เวชศิลป์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายกวี มนุญปิขุ · ศาลอุทธรณ์ - นายเกษม ทิพยจันทร์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 2345/2540ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529ฎีกา 635/2511ฎีกา 2610/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา