⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 469/2506

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 469/2506

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การมอบเรือนให้เป็นเรือนหอแก่บุตรสาวและบุตรเขย ถือเป็นการเปลี่ยนมือโดยมิใช่การซื้อขายหรือการยกให้ จึงไม่ต้องจดทะเบียนตามกฎหมาย 2. ค่าพาหนะและค่าป่วยการที่โจทก์เสียไปเพื่อการส่งเอกสารตรวจพิสูจน์ ถือเป็นค่าฤชาธรรมเนียมที่ผู้แพ้คดีต้องรับผิด

ย่อคำพิพากษา

เรือนพิพาทเดิมเป็นของผู้ร้องและปลูกอยู่ในที่ดินของผู้ร้อง เมื่อจำเลยมาแต่งงานกับบุตรสาวของผู้ร้อง ฝ่ายผู้ร้องได้เรียกเอาเงินเป็นค่าเรือนหอและมอบเรือนนั้นให้เป็นที่อยู่อาศัยของคู่สมรส เรือนนั้นจึงเปลี่ยนมือจากผู้ร้องมาเป็นเรือนหออันเป็นสินเดิมของจำเลย กรณีมิใช่เรื่องซื้อขายหรือยกให้ ไม่จำต้องมีการจดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 เรือนพิพาทเป็นของจำเลย ดังแบบอย่างฎีกาที่ 1693/2500 โจทก์ขอ และศาลสั่งให้เจ้าพนักงานศาลนำเอกสารไปส่งกองวิทยาการ กรมตำรวจ เพื่อตรวจพิสูจน์ ค่าพาหนะและค่าป่วยการที่โจทก์เสียให้เจ้าพนักงานศาลนี้ นับเป็นค่าฤชาธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ซึ่งผู้แพ้คดีจะต้องรับผิด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.288 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.456 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.525 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1299

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ผู้ร้องร้องขอให้ปล่อยเรือนราคาประมาณ ๓,๕๐๐ บาท ที่โจทก์นำยึดไว้โดยอ้างว่าไม่ใช่ของจำเลย แต่เป็นของผู้ร้อง โจทก์คัดค้านว่า เป็นทรัพย์ของจำเลย จำเลยได้นำมาค้ำประกันหนี้ไว้กับโจทก์ ศาลชั้นต้นฟังว่า เรือนนี้เดิมเป็นของผู้ร้อง เมื่อจำเลยมาแต่งงานกับบุตรสาวของผู้ร้อง ผู้ร้องเรียกเอาเงิน ๕,๐๐๐ บาท เป็นค่าเรือนหอจากจำเลยไว้ แล้วจำเลยกับบุตรสาวผู้ร้องได้อยู่ในเรือนหลังนี้มาเกือบปี จึงได้ย้ายไป ไม่เชื่อว่าเรือนนี้เป็นของผู้ร้อง พิพากษายกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่ยอมให้เรือนพิพาทเป็นเรือนหอนี้ ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ เรือนพิพาทยังไม่ตกเป็นของจำเลย (อ้างฎีกาที่ ๕๘๐/๒๔๙๒ กับว่า ฎีกาที่ ๑๖๙๓/๒๕๐๐ ไม่ตรงกับเรื่องนี้) และจำเลยยังไม่ได้เรือนนี้โดยการครอบครอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจยึด เรื่องค่าฤชาธรรมเนียมที่ผู้ร้องอุทธรณ์ด้วยนั้น ไม่จำต้องวินิจฉัย พิพากษากลับ ให้ถอนการยึด มีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ทำความเห็นแย้งว่า ควรพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แล้ววินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า เมื่อฝ่ายหญิงเรียกเอาเงินจากฝ่ายชายไปเป็นค่าเรือนและมอบเรือนพิพาทให้เป็นที่อยู่อาศัยของคู่สมรสในการแต่งงานกัน เรือนนั้นจึงเปลี่ยนมือจากผู้ร้องมาเป็นเรือนหอ อันเป็นสินเดิมของจำเลย กรณีมิใช่เป็นเรื่องซื้อขายหรือยกให้ ไม่ต้องจดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ เรือนพิพาทเป็นของจำเลย โจทก์มีอำนาจยึดได้ ดังคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๙๓/๒๕๐๐ ส่วนปัญหาเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ค่าพาหนะที่โจทก์เสียให้เจ้าพนักงานศาลนำเอกสารไปให้กองวิทยาการ กรมตำรวจ เพื่อพิสูจน์ตามคำสั่งศาลนั้น นับเป็นค่าฤชาธรรมเนียมความแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๖๑ ซึ่งผู้แพ้คดีจะต้องัรบผิด พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 469/2506 นายสุจิตต์ ธารีสาร โจทก์ นายนิสัย จันทร์อี่ ล. นายวนิชหรือกิมไซ เกตุอร่าม ผู้ร้องขัดทรัพย์

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสุจิตต์ ธารีสาร · ล. - นายนิสัย จันทร์อี่ · ผู้ร้องขัดทรัพย์ - นายวนิชหรือกิมไซ เกตุอร่าม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สำราญ ศิริพันธ์ · ชวน สิงหลกะ · อนุสสรนิติสาร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นายสมคิด มงคลชาติ · ศาลอุทธรณ์ - นายแปล บุณยเกียรติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 17393/2555ฎีกา 451/2491ฎีกา 3375/2532ฎีกา 170/2497ฎีกา 770/2535ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 7677/2557ฎีกา 5317/2538ฎีกา 231/2482ฎีกา 464/2497ฎีกา 2026/2494ฎีกา 377/2536ฎีกา 1492/2510ฎีกา 5640/2541ฎีกา 6848/2540ฎีกา 635/2511ฎีกา 1561-1562/2518ฎีกา 1657/2503ฎีกา 805/2506ฎีกา 1611/2497ฎีกา 1008/2510ฎีกา 960/2485ฎีกา 6663/2538ฎีกา 9326-9327/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา