⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 824/2506

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 824/2506

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 เป็ฯเจ้าพนักงานประจำหน่วยสืบสวนกองปราบปราม กรมสรรพสามิต จำเลยที่ 2 เป็ฯพลตำรวจ ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นราษฎรร่วมกันกระผิดโดยจำเลยที่ 3 แกล้งกล่าวหาว่าผู้เสียหายมีเฮโรอีนแล้วอ้างตนว่าเป็นตำรวจจับตัวผู้เสียหายไปพบกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 1 บอกผู้เสียหายว่าตนเป็นผู้บังคับหมวดตำรวจ ให้เอาเงินมาให้จำเลย 5,000 บาทแล้วไม่ต้องไปโรงพัก สามีของผู้เสียหายไปหาเงินจำเลยก็คุมตัวผู้เสียหายรออยู่ จนเมื่อหาเงินมาได้และให้จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยจึงปล่อยตัว ดังนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 145,337,148 ประกอบกับมาตรา 86 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามมาตรา 148 และ 337 แต่การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฏหมายหลายบท ตามมาตรา 90 ให้ใช้บทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษ และถึงแม้จะมิได้ใช้มาตรา 337 เป็นบทลงโทษเช่นนี้ ศาลก็ย่อมพิพากษาให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายตามที่อัยการโจทก์ขอด้วย.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.43 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.86 ประมวลกฎหมายอาญา ม.145 ประมวลกฎหมายอาญา ม.148 ประมวลกฎหมายอาญา ม.337 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2502 ม.4

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๕,๑๔๘,๓๓๗,๘๓ พระราชบัญญัติแก้ไข ฯ พ.ศ.๒๕๐๒ มาตรา ๔ และขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน ๕,๐๐๐ บาทแก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นและศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า นายละอองกับนางหยี่เป็นสามีภรรยากัน เวลาเกิดเหตุนายหยี่ผู้เสียหายอยู่ร้าน ส่วนนายละอองไม่อยู่ จำเลยที่ ๓ ผู้มิได้เป็นเจ้าพนักงานเข้าไปในร้าน ตรงไปหยิบถุงกระดาษใต้ร้านผัก กับหยิบห่อเล็ ๆ ออกจากถึงแก้ออกดูเป็นวัตถุเม็ดเล็ก ๆ สีเม็ดมะปราง และว่าเป็นเฮโรอีน ผู้เสียหายว่าไม่ใช่ของตน จำเลยที่ ๓ บอกว่าตนเป็ฯตำรวจและคุมผู้เสียหายออกจากร้านไปที่ร้านกาแฟ มีจำเลยที่ ๑ ซึ่งรับราชการประจำหน่วยสืบสวนกองปราบปราม กรมสรรพสามิต และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นพลตำรวจประจำสถานีตำรวจนครบาลท่าเรือตามไปด้วย ไปนั่งร่วมโต๊ะกันในร้านกาแฟ จำเลยที่ ๑ บอกผู้เสียหายว่าตนเป็นผู้บังคับหมวดตำรวจ ให้ผู้เสียหายเอาเงินมาให้ ๕,๐๐๐ บาทแล้วไม่ต้องไปโรงพัก ผู้เสียหายว่าไม่มี พอดีนายละอองตามมาสอบถาม จำเลยที่ ๑ บอกให้เอาเงินมาเสีย ๕,๐๐๐ บาท ให้ไปหาเงินมา นายละอองก็ไป จำเลยทั้ง ๓ คุมผู้เสียหายไปนั่งรอที่ร้านกาแฟคลองเตย นายละอองหาเงินมาได้ เอามาให้ผู้เสียหาย ๆ สังให้จำเลยที่ ๑ นับได้ ๕,๐๐๐ บาท แล้วส่งให้ผู้เสียหายบอกว่าให้เอาไปส่งให้ที่รถ แล้วจำเลยที่ ๑ พาผู้เสียหายกับนายละอองขึ้นรถแท๊กซี่ไป โดยบอกจำเลยที่ ๒,๓ ไว้ว่าให้ไปพบกันยังที่นัด เมื่อไปถึงที่จอดครถ ร.ส.พ.แล้ว จำเลยที่ ๑ ให้ผู้เสียหายส่งถึงเงินให้ และให้ผู้เสียหายกับนายละอองลงจากรถ แล้วจำเลยที่ ๑ ก็นั่งรถต่อไป ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๕,๑๕๘,๓๓๗,๘๓ แก้ไขเพิ่มเติม ฯ พ.ศ.๒๕๐๒ มาตรา ๔ แต่ให้ลงโทษตามบทหนัก คือ มาตรา ๑๔๘ ประกอบกับที่แก้ไข ฯ จำคุกจำเลยที่ ๑,๒ คนละ ๕ ปี ส่วนจำเลยที่ ๓ เป็นราษฎรร่วมกระทำผิด ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุน ตามมาตรา ๘๖ ให้จำคุก ๓ ปี ๔ เดือน ให้จำเลยที่ ๓ คืน หรือใช้เงิน ๕,๐๐๐ บาทแก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็ฯว่าคดียังน่าสงสัย พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงตามศาลชั้นต้น แต่เห็นว่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทุกคนมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๕,๑๔๘ ตามที่แก้ไข ฯ ,๓๓๗ และ ๘๓ นั้น ยังคลาดเคลื่อนอยู่ เพราะจำเลยที่ ๑ รับราชการเป็นสรรพสามิตอำเภอสัมพันธวงศ์ ได้กระทำการนอกเหนืออำนาจหน้าที่ กับจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นราษฎรได้ร่วมกันแสดงตนเป็นตำรวจและควบคุมตัวผู้เสียหาย จำเลยที่ ๑ กับที่ ๓ จึงมีความผิดตามมาตรา ๑๔๕ ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าพนักงานตำรวจอยู่แล้ว จึงไม่มีความผิดตามมาตรา ๑๔๕ ด้วย จำเลยที่ ๒ คงมีความผิดฐานเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา ๑๔๘ ซึ่งจำเลยที่ ๑ และ ๓ ได้ร่วมมือในการกระทำผิดด้วย แต่ไม่อาจเป็นตัวการในการกระทำผิดตามมาตรา ๑๔๘ ได้ จึงต้องมีความผิดในฐานเป็นผู้สนับสนุนตามมาตรา ๘๖ นอกจากนี้การกระทำของจำเลยทั้งสามยังเป็นความผิดตามมาตรา ๓๓๗ ด้วย แต่เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฏหมายหลายบทตามมาตรา ๙๐ ให้ใช้บทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษ พิพากษากลับ ว่าจำเลยที่ ๑,๓ ผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๕,๓๓๗,๑๔๘,๘๖ พระราชบัญญัติแก้ไข ฯ มาตรา ๔ ให้ลงโทษจำเลยที่ ๑,๓ ตามมาตรา ๑๔๘ ตามที่แก้ไข ฯ ประกอบกับมาตรา ๘๒ ลงโทษจำเลยที่ ๒ ตามมาตรา ๑๔๘ ตามที่แก้ไข ฯ ส่วนอัตราโทษให้เป็นไปตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ ตลอดทั้งให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน ๕,๐๐๐ บาทแกผู้เสียหายด้วย. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 824/2506 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายเฉลิมหรือรังสรรค์ คุปตวณิชย์ที่ 1 พลตำรวจสมัครน้อย จันทร์วงศ์ ที่ 2 นายทวีศักดิ์ สกุลแสนหรือฮั้ว แซ่ลิ้ม ที่ 3 ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · 2 - นายเฉลิมหรือรังสรรค์ คุปตวณิชย์ที่ 1 พลตำรวจสมัครน้อย จันทร์วงศ์ ที่ · ล. - นายทวีศักดิ์ สกุลแสนหรือฮั้ว แซ่ลิ้ม ที่ 3
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ยง เหลืองรังษี · ประมูล สุวรรณศร · เสนอ บุณยเกียรติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายสจรัส ศรีวรรธนะ · ศาลอุทธรณ์ - นายชิต บุณยประภัศร.
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2581/2548ฎีกา 888/2490ฎีกา 1597/2532ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 5973/2537ฎีกา 593/2510ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 619/2513ฎีกา 1268/2515ฎีกา 753/2539ฎีกา 1270/2506ฎีกา 6355/2544ฎีกา 3578/2531ฎีกา 1893/2538ฎีกา 5487/2548ฎีกา 7201/2568ฎีกา 51/2502ฎีกา 3595/2532ฎีกา 2936/2543ฎีกา 5702/2533ฎีกา 1315/2513
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา