⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 126/2507

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 126/2507

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลจะสั่งตัดพยานได้ต่อเมื่อพยานหลักฐานนั้นหากนำสืบแล้วไม่อาจทำให้รูปคดีเปลี่ยนแปลงไปได้ และต้องไม่เป็นการประวิงคดี

ย่อคำพิพากษา

การที่ศาลจะใช้อำนาจตามความในมาตรา 104 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้นจะต้องพิจารณาว่าพยานหลักฐานที่ศาลจะสั่งตัดเสียนั้น ถ้าได้นำมาสืบแล้วอาจจะทำให้รูปคดีเปลี่ยนแปลงไปได้หรือไม่ ถ้าไม่เป็นการแน่นอนว่าไม่อาจทำให้เปลี่ยนแปลงไปได้แล้ว ก็ชอบที่จะได้ให้โอกาสคู่ความนำพยานนั้นเข้าสืบต่อไปจนสิ้นกระแสความ พฤติการณ์ที่ยังถือไม่ได้ว่าคู่ความประวิงคดีและเป็นความผิดของคู่ความเองที่ไม่ดำเนินการให้ได้พยานมาสืบ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.40 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.86 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.104

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องเป็นใจความว่า โจทก์ได้ซื้อที่ดินโฉนดที่ ๙๗๐ จากนายชลิตเจ้าของเดิม ในที่แปลงนี้บางส่วนมีห้องเเลขที่ ๔๘๙ ปลูกอยู่ การที่จำเลยที่ ๑ เข้าอยู่ในห้องนี้และยินยอมให้จำเลยที่ ๒,๓ คงอยู่ทำการค้าต่อมานั้น จำเลยหามีสิทธิอย่างใดไม่ เพราะไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์เลย โจทก์แจ้งให้จำเลยรื้อถอนห้องไป จำเลยก็เพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับให้จำเลยที่ ๑ รื้อห้องนี้ และให้จำเลยทั้งสามตลอดจนบริวารออกไปจากที่ดิน กับให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหาย จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีและจำเลยที่ ๑ ฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนการเช่าให้จำเลยด้วย โจทก์ให้การปฏิเสธฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นให้จำเลยนำสืบก่อน เมื่อสืบพยานจำเลยไปบ้างแล้วได้สั่งตัดพยานจำเลยที่จำเลยยังติดใจจะสืบอยู่ แล้วสืบพยานโจทก์ต่อไปจนเสร็จสิ้น และพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ รื้อห้องพิพาทออกไป ให้จำเลยทั้งสามตลอดจนบริวารออกไปจากที่ดิน และให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะค่าเสียหาย มีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์นายหนึ่งทำความเห็นแย้ง โจทก์จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าศาลชั้นต้นไม่เชื่อฟังตามที่จำเลยตั้งรูปนำสืบนั้น อาศัยแต่พยานของจำเลยซึงยังนำเข้าสืบไม่สิ้นกระแสความมาวินิจฉัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศาลชั้นต้นสั่งตัดเสียไม่ให้สืบนายชลิตและนายข้อย โดยอ้างว่าจำเลยประวิงคดี(มิได้อ้างเหตุอื่นใดอีกเลย) ดังนี้ ก็ต้องถือว่าถ้าจำเลยมิได้ประวิงคดีแล้ว ศาลชั้นต้นก็คงต้องให้จำเลยนำเข้าสืบ ส่วนศาลอุทธรณ์ที่ไม่วินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นสั่งตัดพยานจำเลยชอบหรือไม่ ได้อ้างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๐๔ ซึ่งตามนัยของกฎหมายมาตรานี้ก็จะต้องพิจารณาว่าพยานหลักฐานที่ศาลสั่งตัดเสียนั้น ถ้าได้นำมาสืบแล้วอาจจะทำให้รูปคดีเปลี่ยนแปลงไปได้หรือไม่ ถ้าเป็นการแน่นอนว่าไม่อาจทำให้เปลี่ยนแปลงได้แล้วก็ไม่จำต้องฟังพยานนั้นต่อไป แต่ถ้าไม่แน่นอนเช่นนั้นแล้ว ก็ชอบที่จะได้ให้โอกาสคู่ความนำพยานนั้นเข้าสืบต่อไปจนสิ้นกระแสควม ศาลฎีกาพิเคราะห์พยานหลักฐานที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้แล้วตามนัยแห่งบทกฎหมายที่ว่านี้ กลับเห็นว่าหาเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้ไม่ นายชลิตและนายช้อยทีจำเลยอ้างและศาลชั้นต้นสั่งตัดเสียนั้นอยู่ในฐานะที่จะให้ความกระจ่างได้ ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยว่าจำเลยประวิงคดีหรือไม่ แล้วพิพากษาให้จำเลยแพ้คดีเสียทีเดียวนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ข้อวินิจฉัยต่อไปจึงมีว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นให้ตัดพยานจำเลยโดยอ้างว่าจำเลยประวิงคดีนัน จำเลยได้ประวิงคดีหรือเปล่า ถ้าประวิง ศาลสั่งตัดพยานเสียก็ชอบอยู่ ถ้ามิได้ประวิงคดีก็ชอบที่จะได้ให้โอกาสจำเลยนำพยานที่ถูกตัดนันเข้าสืบต่อไป พยานบางคนของจำเลยที่จะนำเข้าสืบต่อไปนั้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า สำหรับนายสุรินทร์ นายช้อย และนางทองคำ จำเลยอ้างว่าไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหนแน่ก็ดี อ้างว่านายชลิตส่งหมายให้ยากก็ดี เห็นว่าเป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องดำเนินการเพื่อให้ได้พยานของตนมาสืบทั้งเคยอ้างเหตุเช่นนี้มาแล้วในการขอเลื่อนครั้งก่อน จึงเป็นการประวิงคดี และเป็นความผิดของจำเลยเองที่ไม่ดำเนินการให้ได้พยานมาสืบ ฯลฯ ไม่อนุญาตให้เลื่อนการนัดสืบพยานจำเลย และให้ตัดพยานจำเลยเสีย ศาลฎีกาเห็นว่า สำหรับนายสุรินทร์พยาน จำเลยขอเลื่อนอีกนัดเดียว และความขัดข้องในการส่งหมายแก่พยานเช่นนี้ ก็อยู่ในวิสัยที่จะเป็นไปได้ จะถือว่าจำเลยจงใจประวิงคดีก็ดูกระไรอยู่ สำหรับนายชลิตจำเลยก็ร้องอยู่ว่ายากมากในการส่งหมาย และปรากฎว่าเคยขอให้เจ้าหน้าที่กองหมายนำหมายเรียกพยานเอกสารไปส่งให้แก่พยานนี้ เจ้าหน้าที่ก็ต้องส่งหมายคืนโดยรายงานว่าไม่พบนายชลิต พบหญิงแก่คนหนึ่งก็ไม่ยอมรับหมายแทน ทั้งไม่ยอมแจ้งว่านายชลิตไปธุระที่ไหน และจะกลับเมื่อไร จำเลยจึงได้ขอให้ส่งหมายเรียกถึงพยานนี้โดยกองหมายอีก สำหรับนายช้อยและนางทองคำ จำเลยหาที่อยู่ส่งหมายให้ไม่ได้ และเคยขอให้กองหมายส่งหมายเรียกเอกสารถึงนายช้อยเจ้าหน้าที่ส่งให้ได้ จำเลยจึงขอให้กองหมายส่งหมายเรียกมาเบิกความอีก ศาลก็ยอมจัดการให้แล้ว คราวนี้กองหมายส่งหมายได้หรือไม่อย่างไรหาได้รับรายงานไม่ แต่เมื่อถึงวันนัดพยานไม่มาศาล จำเลยจึงขอเลื่อนคดีรอสอบถามผู้เดินหมายก่อน เช่นนี้ จะว่าจำเลยประวิงคดี และว่าเป็นความผิดของจำเลยเองที่ไม่ดำเนินการให้ได้พยานมาสืบเห็นจะไม่ใช่ ควรให้โอกาสจำเลยได้ดำเนินการอีกนัดหรือสองนัดก่อนจึงจะควรถึงขั้นพิจารณาว่าจำเลยประวิงคดีหรือเปล่า และจะมีทางเรียกให้พยานมาศาลได้หรือไม่ ต่อไป เมื่อพิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับพยานปากอื่นด้วยแล้ว ศาลฎีกาพิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ย้อนสำนวนไปให้ศาลชันดำเนินการให้โอกาสจำเลยนำพยานที่ยังติดใจจะสืบอยู่ทั้ง ๔ ปากนั้นเข้าสืบต่อไป แล้วให้โจทก์นำพยานเข้าสืบหักล้างอีกได้ด้วย เสร็จแล้วให้พิพากษาใหม่ตามรูปความ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 126/2507 นางสมศรี สิทธิสมบัติ(หม้าย) โจทก์ นายกมล มานะธัญญา ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสมศรี สิทธิสมบัติ(หม้าย) · ล. - นายกมล มานะธัญญา ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)การุณย์นราทร · ยง เหลืองรังษี · พร สุธารมณ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายเสลา หัมทานนท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสว่าง ภูระปัจฉิม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4359/2540ฎีกา 3007/2525ฎีกา 1195/2535ฎีกา 2211/2534ฎีกา 62/2539ฎีกา 20/2536ฎีกา 1603/2551ฎีกา 9117/2539ฎีกา 3005/2541ฎีกา 1166/2491ฎีกา 3790-3792/2540ฎีกา 174/2520ฎีกา 582/2510ฎีกา 1958/2536ฎีกา 1544/2503ฎีกา 6501/2539ฎีกา 871/2531ฎีกา 2658/2521ฎีกา 303/2530ฎีกา 7470/2543ฎีกา 163/2540ฎีกา 820/2501ฎีกา 1362/2494ฎีกา 3775/2546
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา