⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 689/2507

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 689/2507

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ให้เลื่อนคดี โดยที่ยังไม่ได้ฟังพยานหลักฐานข้อเท็จจริงแห่งคดีนั้น คู่ความย่อมมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ต้องโทษจำคุกอยู่ในเรือนจำและโจทก์จะติดต่อกับทนายหรือพยานก็ต้องอาศัยญาติเป็นผู้แทน วันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก ทนายโจทก์ไปธุระจังหวัดอื่นไม่มีกำหนดกลับ หลักฐานดำเนินคดีอยู่ที่ทนายและยังติดต่อกันไม่ได้ด้วย โจทก์จึงขอเลื่อนคดีไป 2 เดือนเพื่อหาทนายใหม่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เลื่อนไป 14 วัน วันนัดสืบพยานโจทก์ครั้งที่ 2 ทนายใหม่ติดคดีที่ศาลอื่น จะมาดำเนินคดีให้โจทก์ได้ในวันที่ 1 เดือนต่อไป (อีก 16 วัน) และมีหนังสือของทนายส่งศาลเพื่อเป็นการยืนยันคำแถลงประกอบกับโจทก์ประสงค์จะให้ทนายซักถามพยานให้ดังนี้ เห็นว่าโจทก์ขอเลื่อนคดีไปด้วยความจำเป็นมีเหตุผลสมควรมิได้ประวิงคดี จึงอนุญาตให้เลื่อนการสืบพยานโจทก์ได้ คดีที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์เลื่อนคดีแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีพยานสืบ จึงพิพากษายกฟ้องนั้น คำสั่งที่ไม่ให้เลื่อนคดีนี้ ศาลหาได้มีโอกาสฟังคำพยานหลักฐานข้อเท็จจริงแห่งคดีนั้น เช่นนี้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2503 มาตรา 10 หาได้กำหนดห้ามไว้ไม่ คู่ความจึงอุทธรณ์ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.179 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.196 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.211 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2503 ม.10

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้โจทก์ฟ้องต่อศาลแขวงขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136, 138, 139, 326, 364, 393 และ 59 ศาลไต่สวนมูลฟ้องและสั่งประทับฟ้องมาตรา 136, 326, 393 ส่วนความผิดตามมาตรา 138, 364โจทก์มิใช่ผู้เสียหายให้ยกฟ้อง ส่วนมาตรา 139 อัตราโทษเกินอำนาจของศาลแขวงพิจารณา ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า คดีโจทก์มีมูลตามมาตรา 138, 364ให้ประทับฟ้องไว้ดำเนินคดีต่อไป จำเลยให้การปฏิเสธ วันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก คือ วันที่ 1 ตุลาคม พอถึงวันนัดโจทก์ขอเลื่อนอ้างเหตุว่า ทนายโจทก์ไปจังหวัดพระนคร หลักฐานในการดำเนินคดีได้มอบไว้กับทนายหมด และขณะนี้โจทก์ต้องโทษจำคุกอยู่ จึงขอเลื่อนการพิจารณาไป 2 เดือน ศาลอนุญาตให้เลื่อนไปสืบพยานโจทก์วันที่ 15 เดือนเดียวกัน วันนัดสืบพยานโจทก์ครั้งที่ 2 โจทก์ขอเลื่อนอีกโดยอ้างว่าทนายความคนเก่าป่วยและกำลังให้ญาติติดต่อกับทนายใหม่อยู่ ตัวโจทก์เองได้ป่วยเป็นโรคริดสีดวงตาและปวดศีรษะมากพยานคู่วันนี้ก็มาไม่ครบ จำเลยค้านและแถลงว่าการเลื่อนคดีของโจทก์เป็นการประวิงคดี ศาลจึงมีคำสั่งให้สืบพยานโจทก์ โจทก์แถลงต่อศาลยืนยันขอเลื่อนพร้อมกับมีหนังสือของทนายประกอบการแถลง ทั้งประสงค์จะให้ทนายซักถามพยานให้ด้วย ศาลชั้นต้นตัดสินว่า เมื่อโจทก์ไม่มีพยานมาเบิกความเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงตามคำกล่าวอ้างตามฟ้องว่าจำเลยได้กระทำผิด จึงพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า โจทก์มีเหตุผลและความจำเป็นอันสมควร จึงให้เลื่อนคดี พิพากษาให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาไปตามรูปคดี จำเลยฎีกาว่า คำสั่งที่ศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาและศาลได้พิพากษายกฟ้องคดี ดังนี้ ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 การเลื่อนคดีมีเหตุอันสมควรอนุญาตหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาลเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2503 มาตรา 10 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 211 บัญญัติว่า"เมื่อมีอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาในประเด็นสำคัญและคัดค้านคำสั่งระหว่างพิจารณาด้วย ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาโดยคำพิพากษาอันเดียวกันก็ได้" ที่บัญญัติไว้เช่นนี้ก็เพื่อมิให้คำชี้ขาดของคำสั่งระหว่างพิจารณากระทบกระเทือนคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งอุทธรณ์มาพร้อมกันแต่คดีนี้คำพิพากษาของศาลแขวงถึงที่สุดไปแล้วโดยยกฟ้อง ถ้าจะต้องถือปฏิบัติตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ ก็จะกลายเป็นว่าคำสั่งนี้แก้ไขคำพิพากษาของศาลซึ่งเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว และจะต้องหยิบยกขึ้นมาพิจารณาพิพากษาคดีกันใหม่ ซึ่งเป็นการขัดกับวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลแขวงเมื่อมีคำพิพากษาแล้ว และได้อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนการพิจารณาพร้อมกับอุทธรณ์คำพิพากษาด้วย จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 บทมาตราตามที่จำเลยฎีกาขึ้นมานั้น ห้ามอุทธรณ์คำพิพากษาศาลแขวงในปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนคำพิพากษาอันเกี่ยวกับข้อเท็จจริงนั้น ศาลย่อมพิจารณาจากคำพยานหลักฐานแล้วจึงตัดสินชี้ขาด กล่าวคือคู่ความมีโอกาสสืบพยานและศาลได้มีโอกาสพิจารณาคำพยานซึ่งคู่ความนำสืบตามประเด็นเสร็จแล้ว จึงวินิจฉัยว่าควรเชื่อคำพยานนั้นหรือไม่เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลมีโอกาสได้พิจารณาไตร่ตรองคำพยานหลักฐานโดยรอบคอบแล้วจึงพิพากษา กฎหมายจึงห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์คำพิพากษาในปัญหาข้อเท็จจริง ฉะนั้น จึงเป็นการห้ามอุทธรณ์เฉพาะคำพิพากษาเท่านั้น แต่ในเรื่องคำสั่งของศาลซึ่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี อันมีผลเสมือนไม่ให้คู่ความนำสืบพยานนั้น ศาลไม่มีโอกาสฟังพยานหลักฐานในประเด็นเนื้อหาแห่งคดีนั้นเลย คำสั่งเช่นนี้พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงหาได้กำหนดห้ามไว้ไม่คู่ความจึงอุทธรณ์ได้ ฎีกาของจำเลยอันเกี่ยวกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 211 ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องก็เพราะเหตุศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี โจทก์จึงไม่มีพยานสืบ ศาลถือว่าไม่มีพยาน จึงพิพากษายกฟ้อง โจทก์ได้อุทธรณ์คำพิพากษาอยู่ คดีจึงยังไม่เสร็จเด็ดขาด เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า การขอเลื่อนคดีนั้นมีเหตุผลสมควรและอนุญาตให้เลื่อน ทั้งได้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเสีย คำพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งตัดสินไป ก็ต้องยกเลิกเพิกถอนไปด้วย ไม่ใช่เป็นเรื่องการแก้ไขคำพิพากษาของศาลซึ่งเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว ฎีกาข้อนี้จึงตกไป ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 689/2507 นายประพันธ์ พนมศิลป โจทก์ นายเสงี่ยม ยินดีพิธ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายประพันธ์ พนมศิลป · จำเลย - นายเสงี่ยม ยินดีพิธ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)คร้าม สิวายะวิโรจน์ · วิชัยนิตินาท · สวัสดิ์ พานิชอัตรา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 888/2490ฎีกา 1730/2517ฎีกา 1519/2497ฎีกา 1064/2497ฎีกา 280/2505ฎีกา 7227-7228/2551ฎีกา 409/2481ฎีกา 1666/2506ฎีกา 1262/2504ฎีกา 1622/2513ฎีกา 157/2506ฎีกา 1376/2520ฎีกา 3523/2528ฎีกา 124/2528ฎีกา 334/2521ฎีกา 2107/2522ฎีกา 2081-2082/2497ฎีกา 572/2518ฎีกา 408/2483ฎีกา 5169/2531ฎีกา 988/2503ฎีกา 1856/2555ฎีกา 626/2524ฎีกา 2213/2550
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา