คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1271-1273/2508
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การยื่นคำฟ้องต่อศาลโดยผู้รับมอบอำนาจ ไม่จำเป็นต้องยื่นหนังสือมอบอำนาจต่อศาลในขณะยื่นคำฟ้อง
2. ผู้รับโอนเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้ ย่อมมีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะค้าขายสินค้าที่มีเครื่องหมายนั้น แม้ตนเองจะไม่ใช่ผู้ประดิษฐ์หรือผลิตสินค้า
ย่อคำพิพากษา
การที่คู่ความทำหนังสือมอบอำนาจให้บุคคลใดเป็นผู้แทนตนในคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 60 นั้น แม้การมอบอำนาจจะมีหนังสือมอบอำนาจก็ตาม แต่กฎหมายก็มิได้บัญญัติว่าในการยื่นคำฟ้องต่อศาล โจทก์จะต้องแสดงหนังสือมอบอำนาจนั้นติดมากับฟ้องด้วย ซึ่งต่างกับกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 61,63 และ 64 ซึ่งบัญญัติไว้ชัดเจนว่าต้องยื่นใบแต่งทนาย แสดงใบมอบอำนาจ ทำหนังสือแต่งตั้งหรือยื่นใบมอบฉันทะต่อศาล ฉะนั้น แม้โจทก์จะมิได้ยื่นใบมอบอำนาจต่อศาลในขณะยื่นคำฟ้อง ก็ไม่เป็นการขัดต่อกฎหมายแต่ประการใด
ผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้า หาใช่จำกัดเฉพาะผู้ทำสินค้าขึ้นเท่านั้นไม่ แม้โจทก์จะมิใช่ผู้ประดิษฐ์หรือผลิตสินค้า แต่เป็นผู้รับโอนเครื่องหมายการค้าที่เจ้าของเดิมจดทะเบียนไว้ พร้อมด้วยกิจการบริการจำหน่ายสินค้าในประเทศไทย โจทก์ย่อมมีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะค้าขายสินค้าที่มีเครื่องหมายซึ่งได้จดทะเบียนไว้นั้น ฉะนั้น การที่จำเลยสั่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าในบังคับแห่งสิทธิของโจทก์เข้ามาจำหน่ายโดยมิได้รับความยินยอม ย่อมเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ เพราะการสั่งสินค้าเข้ามาจำหน่ายย่อมเป็นการใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ติดมากับสินค้านั้นด้วย (วรรคแรกวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 15/2508)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องคดี ๓ สำนวนนี้ในทำนองเดียวกันว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า โดยได้จดทะเบียนรับโอนสิทธิที่เจ้าของเดิมจดทะเบียนไว้ และได้แจ้งให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยละเมิดนำสินค้าเครื่องยนต์ที่มีเครื่องหมายการค้า เข้ามาจำหน่าย จึงขอให้ศาลบังคับให้ยึดเครื่องยนต์ดังกล่าวและทำลายเครื่องหมายการค้านั้น กับเรียกค่าเสียหาย
จำเลยทั้งสามสำนวนให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์มีสิทธิเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอยู่ในฐานะตัวแทนจำหน่ายเครื่องยนต์เท่านั้น เครื่องหมายที่เครื่องยนต์ที่จำเลยสั่งเข้ามาเป็นเครื่องหมายที่แท้จริง จำเลยไม่ได้นำเครื่องหมายนี้ไปใช้ในการสั่งสินค้าของจำเลย ไม่เป็นการละเมิด พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการละเมิด แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยประเด็นข้อค่าเสียหาย พิพากษายก ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นเรื่องค่าเสียหายของโจทก์ และพิพากษาใหม่
จำเลยทั้ง ๓ สำนวนฎีกา
ศาลฎีกาได้ประชุมใหญ่แล้ว เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๖๐ วรรค ๒ บัญญัติว่า ถ้าคู่ความ ฯลฯ ทำหนังสือมอบอำนาจให้บุคคลใดเป็นผู้แทนตนในคดี ผู้รับมอบอำนาจเช่นว่านั้นจะว่าความอย่างทนายความไม่ได้ แต่ย่อมตั้งทนายความเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาได้ เห็นว่า แม้การมอบอำนาจเช่นว่านั้นเป็นการมอบอำนาจโดยมีหนังสือมอบอำนาจก็ตาม แต่กฎหมายก็มิได้บัญญัติว่าในการยื่นคำฟ้องต่อศาล โจทก์จะต้องแสดงหนังสือมอบอำนาจนั้นติดมากับฟ้องด้วย ต่างกับกรณีตามมาตรา ๖๑,๖๓ และ ๖๔ ซึ่งบัญญัติไว้ชัดเจนว่า ต้องยื่นใบแต่งทนายแสดงใบมอบอำนาจ ทำหนังสือแต่งตั้งหรือยื่นใบมอบฉันทะต่อศาลด้วย ฉะนั้น แม้โจทก์จะมิได้ยื่นต้นฉบับใบมอบอำนาจต่อศาลในขณะยื่นคำฟ้อง ก็ไม่เป็นการขัดต่อกฎหมายแต่ประการใด
ปัญหาที่ว่าโจทก์มีอำนาจห้ามจำเลยมิให้สั่งเครื่องนต์ที่มีเครื่องหมายการค้ารายนี้เข้ามาจำหน่ายหรือไม่นั้น แม้โจทก์จะมิใช่ผู้ประดิษฐ์หรือผลิตสินค้า แต่ผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าก็หาใช่จำกัดเฉพาะผู้ทำสินค้าขึ้นเท่านั้นไม่ โจทก์เป็นผู้เลือกทำการค้าขายและเสนอขายสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้น จึงอยู่ในความหมายของเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.๒๔๗๔ นั้นด้วย ซึ่งตามมาตรา ๒๗ เมื่อโจทก์รับโอนเครื่องหมายการค้าที่เจ้าของเดิมจดทะเบียนไว้ พร้อมด้วยกิจการบริการจำหน่ายสินค้านี้ในประเทศไทย โจทก์ย่อมมีสิทธิผู้เดียวเพื่อใช้เครื่องหมายสำหรับสินค้าที่จดทะเบียนไว้ กล่าวคือ มีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะค้าขายและเสนอขายสินค้าที่มีเครื่องหมายที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้ตามมาตรา ๓ วรรค ๒ สิทธิในเครื่องหมายการค้าย่อมเป็นการผูกขาดอยู่ในตัว หาใช่ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิผูกขาดการขายสินค้า หากไม่รับอนุญาตจากโจทก์ดังที่จำเลยฎีกามาไม่ การที่จำเลยสั่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าในบังคับแห่งสิทธิของโจทก์เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย โดยโจทก์มิได้ยินยอม ย่อมเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ จำเลยรู้ถึงสิทธิของโจทก์ดีอยู่ก่อนแล้ว
เพราะได้ทราบจากบริษัทผู้ผลิตเครื่องยนต์เจ้าของเครื่องหมายการค้าเดิมว่า ไม่สามารถส่งสินค้ามาให้จำเลยเพราะได้โอนสิทธิให้โจทก์ไปแล้ว จำเลยยังขืนสั่งจากผู้อื่นเข้ามาจำหน่าย การใช้เครื่องหมายการค้ามิใช่จำกัดอยู่แต่เพียงเครื่องหมายการค้าไปติดเข้ากับสินค้าเท่านั้น การสั่งเข้ามาจำหน่ายย่อมเป็นการใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ติดมากับสินค้านั้นประการหนึ่ง ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๖๕๗/๒๔๙๙ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ยกฎีกาจำเลย
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1271 - 1273/2508
บริษัทอีสท์เอเชียติ๊ก จำกัด โดยนายเอริค แจนเซ่น ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์
ห้างหุ้นส่วนจำกัด สหไทยการยนต์สามยอด จำเลย
บริษัทอีสท์เอเชียติ๊ก ฯลฯ โจทก์
ห้างหุ้นส่วนจำกัด สหไทยแมชีเนอรี่ จำเลย
บริษัทอีสท์เอเชียติ๊ก ฯลฯ โจทก์
ห้างหุ้นส่วนจำกัด สหไทยการยนต์สามยอด จ
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - บริษัทอีสท์เอเชียติ๊ก จำกัด โดยนายเอริค แจนเซ่น ผู้รับมอบอำนาจ · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัด สหไทยการยนต์สามยอด · โจทก์ - บริษัทอีสท์เอเชียติ๊ก ฯลฯ · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัด สหไทยแมชีเนอรี่ · โจทก์ - บริษัทอีสท์เอเชียติ๊ก ฯลฯ · จ - ห้างหุ้นส่วนจำกัด สหไทยการยนต์สามยอด |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | จิตติ ติงศภัทิย์ · มณี ชุติวงศ์ · กิตติ สีหนนทน์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายสุปัน พูลพัฒน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสุทิน เกษคุปต์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา