⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1288/2508

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1288/2508

พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.4, 29, 30 ฯลฯ · ป.วิ.อาญา ม.192

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การตีความคำว่า "แซง" ตามกฎหมายจราจรทางบก ให้ใช้ความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึงกิริยาแทรกหรือเสียด ซึ่งรวมถึงการขับรถสวนกันด้วย

ย่อคำพิพากษา

ฟ้องกล่าวว่า จำเลยบังอาจขับรถแซงรถเมล์โดยฝ่าฝืนป้ายห้ามแซงของเจ้าพนักงานที่ติดตั้งไ้ เป็นเหตุให้ชนรถเมล์เสียหาและหมุดคอสะพานเสียหาย ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยขับรถสวนกับรถเมล์เหลืองแล้วเกิดชนกันเสียหาย ดังนี้ เมื่อตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฯ ไม่มีบทวิเคราะห์ศัพท์คำว่า "แซง" ไว้ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2493 คำว่า "แซง" หมายความถึงกิริยาที่แทรกหรือเสียด ซึ่งหมายความว่า เบียดเข้าไป หรือเฉียดไป เมื่อไม่มีบทกฎหมายบัญญัติความหมายไว้เป็นพิเศษโดยเฉพาะ ก็ต้องตีความตามความหมายธรรมดา คือ หมายถึงกิริยาแทรกหรือเสียด คือ เบียดเข้าไปหรือ เฉียดไป ตามฟ้องของโจทก์จึงมีความหมายไปในทางที่ว่า ขับรถเสียดหรือแทรกรถเมล์ได้ ซึ่งอาจจะเป็นไปในทางที่แล่นขึ้นหน้าหรือสวนกัน จะตีความหมายว่า แซง หมายถึงขับรถขึ้นหน้าแต่อย่างเดียวดังที่จำเลยโต้เถียงขึ้นมาหาได้ไม่ และตามฟ้องที่บรรยายมาก็แสดงให้เห็นอยู่ว่า รถทั้งสองคันมุ่งหน้าไปคนละทางจะสวนกันข้อเท็จจริงในการพิจารณายังเรียกไม่ได้ว่าแตกต่างกับฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.192 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2477 ม.4 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2477 ม.29 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2477 ม.30 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2477 ม.31 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2477 ม.66

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.192 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและเพิ่มเติมฟ้องกล่าวว่า จำเลยขับรถยนต์บรรทุกโดยปราศจากความระมัดระวัง เมื่อถึงสะพาทข้ามทางรถไฟ ซึ่งกำลังปิดซ่อมถนนด้านหนึ่งอยู่ และมีเครื่องหมายป้ายห้ามแซงกั้นถนนตอนนั้น ในขณะนั้นมีรถเมล์เหลืองขับมุ่งหน้าจะไปทางปากช่อง และขับเลยคอสะพานไปแล้ว จำเลยได้บังอาจขับรถแซงรถเมล์เหลืองโดยฝ่าฝืนป้ายห้ามแซงของเจ้าพนักงานที่ติดตั้งไว้ เป็นเหตุให้ชนรถเมล์เหลืองเสียหาย และทำให้หมุดคอสะพานเสียหาย ขอให้ลงโทษจำเลยตามประราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.๒๔๙๗ มาตรา ๒๙,๓๐,๓๑,๖๖,๖๘ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๔๘๑ มาตรา ๔ จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อสู้ว่าผู้ขับรถเมล์เหลืองขับรถผิดกฎจราจรกินทงรถที่จำเลยขับ จำเลยขับหลบไม่พ้นจึงชนหมุดคอสะพานเป็นเหตุสุดวิสัย จำเลยไม่ควรมีความผิด ศาลแขวงนครราชสีมาวินิจฉัยว่า รถของจำเลยและรถเมล์เหลืองแล่นสวนชนกันบริเวณสะพาน เป็นเพราะความประมาทของจำเลย จำเลยสืบฝ่ายเดียวว่าเหตุเกิดวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๐๗ ส่วนโจทก์คงสืบว่าเหตุเกิดเมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๐๗ ตามฟ้อง มิได้แตกต่างกัน พิพากษาว่าผิดตามฟ้อง ปรับ ๑๐๐ บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยวันเกิดเหตุว่า ศาลชั้นต้นไม่ฟังข้อเท็จจริงว่าข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ส่วนเรื่องขับรถสวน ขับรถแซงวินิจฉัยว่า คำว่า "แซง" หมายถึงกิริยาที่แทรกหรือเสียด พิเคราะห์ตามคำบรรยายฟ้องที่ใช้คำว่า "แซง" ก็อาจมีความหมายไปในทางที่ว่า ขับรถเสียดหรือแซกรถเมล์เหลืองได้ อาจจะเป็นไปในทางที่จะแล่นขึ้นหน้าหรือสวนกัน มิได้หมายความจำกัดว่า แซงขึ้นหน้าเท่านั้น ฉะนั้นจะว่า ฟ้องของโจทก์กล่าวข้อเท็จจริงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่ได้ความตามทางพิจารณาไม่ได้ ทั้งข้อที่ว่าแตกต่างนี้มิใช่ข้อสาระสำคัญ และจำเลยก็มิได้หลงต่อสู้ พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายเรื่องขับรถแซงขับรถสวน ศาลฎีกาเห็นว่า ฟ้องกล่าวว่า จำเลยบังอาจขับรถแซงรถเมล์เหลืองโดยฝ่าฝืนป้ายห้ามแซงเป็นเหตุให้ชนรถเมล์เหลืองเสียหาย และหมุดคอสะพานเสียหาย แต่การพิจารณาได้ความว่าจำเลยขับรถสวนกับรถเมล์เหลืองและรถชนกันเสียหาย ดังนี้ จะเรียกว่าข้อเท็จจริงในการพิจารณาต่างกับฟ้องหรือไม่ พิเคราะห์ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฯ ไม่มีบทวิเคราะห์ศัพท์คำว่า "แซง" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๔๙๓ คำว่า "แซง" หมายความถึงกิริยาที่แทรกหรือเสียด ซึ่งหมายความว่า เบียดเข้าไปหรือเฉียดไป ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อไม่มีบทกฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษโดยเฉพาะแล้ว ก็ต้องตีความตามความหมายธรรมดา คือ หมายถึงกิริยาแทรกหรือเสียด คือ เบียดเข้าไปหรือเฉียดไป ตามฟ้องของโจทก์จึงมีความหมายไปในทางที่ว่า ขับรถเสียดหรือแทรกรถเมล์เหลืองได้ ซึ่งอาจจะเป็นไปในทางที่แล่นขึ้นหน้าหรือสวนกัน จะตีความหมายว่า แซง หมายถึงขับรถขึ้นหน้าแต่อย่างเดียวดังที่จำเลยโต้เถียงขึ้นมาหาได้ไม่ และตามฟ้องก็แสดงให้เห็นอยู่ว่า รถทั้งสองคันมุ่งหน้าไปคนละทางจะสวนกัน ศาลฎีกาเห็นว่าข้อเท็จจริงในการพิจารณายังเรียกไม่ได้ว่าแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1288/2508 ผู้ว่าคดีศาลแขวงนครราชสีมา โจทก์ นายเสงี่ยม คำถนอม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ผู้ว่าคดีศาลแขวงนครราชสีมา · จำเลย - นายเสงี่ยม คำถนอม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อรุณ ตินทุกะสิริ · โพยม เลขยานนท์ · สวัสดิ์ พานิชอัตรา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงนครราชสีมา - นายช่วง ไชยกุมาร · ศาลอุทธรณ์ - นายทำนอง ดิศวนนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 20504/2556ฎีกา 7083/2538ฎีกา 9114/2552ฎีกา 681/2491ฎีกา 892/2497ฎีกา 712/2559ฎีกา 599/2532ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 1795/2493ฎีกา 1411/2499ฎีกา 4225/2559ฎีกา 620/2490ฎีกา 119/2517ฎีกา 1368/2509ฎีกา 3814/2549ฎีกา 901/2480ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 2108/2536ฎีกา 5723-5724/2531ฎีกา 239/2484
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา