⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1288/2508

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1288/2508

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การตีความคำว่า "แซง" ตามกฎหมายจราจรทางบก ให้ใช้ความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึงกิริยาแทรกหรือเสียด ซึ่งรวมถึงการขับรถสวนกันด้วย

ย่อคำพิพากษา

ฟ้องกล่าวว่า จำเลยบังอาจขับรถแซงรถเมล์โดยฝ่าฝืนป้ายห้ามแซงของเจ้าพนักงานที่ติดตั้งไ้ เป็นเหตุให้ชนรถเมล์เสียหาและหมุดคอสะพานเสียหาย ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยขับรถสวนกับรถเมล์เหลืองแล้วเกิดชนกันเสียหาย ดังนี้ เมื่อตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฯ ไม่มีบทวิเคราะห์ศัพท์คำว่า "แซง" ไว้ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2493 คำว่า "แซง" หมายความถึงกิริยาที่แทรกหรือเสียด ซึ่งหมายความว่า เบียดเข้าไป หรือเฉียดไป เมื่อไม่มีบทกฎหมายบัญญัติความหมายไว้เป็นพิเศษโดยเฉพาะ ก็ต้องตีความตามความหมายธรรมดา คือ หมายถึงกิริยาแทรกหรือเสียด คือ เบียดเข้าไปหรือ เฉียดไป ตามฟ้องของโจทก์จึงมีความหมายไปในทางที่ว่า ขับรถเสียดหรือแทรกรถเมล์ได้ ซึ่งอาจจะเป็นไปในทางที่แล่นขึ้นหน้าหรือสวนกัน จะตีความหมายว่า แซง หมายถึงขับรถขึ้นหน้าแต่อย่างเดียวดังที่จำเลยโต้เถียงขึ้นมาหาได้ไม่ และตามฟ้องที่บรรยายมาก็แสดงให้เห็นอยู่ว่า รถทั้งสองคันมุ่งหน้าไปคนละทางจะสวนกันข้อเท็จจริงในการพิจารณายังเรียกไม่ได้ว่าแตกต่างกับฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.192 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2477 ม.4 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2477 ม.29 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2477 ม.30 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2477 ม.31 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2477 ม.66

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและเพิ่มเติมฟ้องกล่าวว่า จำเลยขับรถยนต์บรรทุกโดยปราศจากความระมัดระวัง เมื่อถึงสะพาทข้ามทางรถไฟ ซึ่งกำลังปิดซ่อมถนนด้านหนึ่งอยู่ และมีเครื่องหมายป้ายห้ามแซงกั้นถนนตอนนั้น ในขณะนั้นมีรถเมล์เหลืองขับมุ่งหน้าจะไปทางปากช่อง และขับเลยคอสะพานไปแล้ว จำเลยได้บังอาจขับรถแซงรถเมล์เหลืองโดยฝ่าฝืนป้ายห้ามแซงของเจ้าพนักงานที่ติดตั้งไว้ เป็นเหตุให้ชนรถเมล์เหลืองเสียหาย และทำให้หมุดคอสะพานเสียหาย ขอให้ลงโทษจำเลยตามประราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.๒๔๙๗ มาตรา ๒๙,๓๐,๓๑,๖๖,๖๘ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๔๘๑ มาตรา ๔ จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อสู้ว่าผู้ขับรถเมล์เหลืองขับรถผิดกฎจราจรกินทงรถที่จำเลยขับ จำเลยขับหลบไม่พ้นจึงชนหมุดคอสะพานเป็นเหตุสุดวิสัย จำเลยไม่ควรมีความผิด ศาลแขวงนครราชสีมาวินิจฉัยว่า รถของจำเลยและรถเมล์เหลืองแล่นสวนชนกันบริเวณสะพาน เป็นเพราะความประมาทของจำเลย จำเลยสืบฝ่ายเดียวว่าเหตุเกิดวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๐๗ ส่วนโจทก์คงสืบว่าเหตุเกิดเมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๐๗ ตามฟ้อง มิได้แตกต่างกัน พิพากษาว่าผิดตามฟ้อง ปรับ ๑๐๐ บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยวันเกิดเหตุว่า ศาลชั้นต้นไม่ฟังข้อเท็จจริงว่าข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ส่วนเรื่องขับรถสวน ขับรถแซงวินิจฉัยว่า คำว่า "แซง" หมายถึงกิริยาที่แทรกหรือเสียด พิเคราะห์ตามคำบรรยายฟ้องที่ใช้คำว่า "แซง" ก็อาจมีความหมายไปในทางที่ว่า ขับรถเสียดหรือแซกรถเมล์เหลืองได้ อาจจะเป็นไปในทางที่จะแล่นขึ้นหน้าหรือสวนกัน มิได้หมายความจำกัดว่า แซงขึ้นหน้าเท่านั้น ฉะนั้นจะว่า ฟ้องของโจทก์กล่าวข้อเท็จจริงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่ได้ความตามทางพิจารณาไม่ได้ ทั้งข้อที่ว่าแตกต่างนี้มิใช่ข้อสาระสำคัญ และจำเลยก็มิได้หลงต่อสู้ พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายเรื่องขับรถแซงขับรถสวน ศาลฎีกาเห็นว่า ฟ้องกล่าวว่า จำเลยบังอาจขับรถแซงรถเมล์เหลืองโดยฝ่าฝืนป้ายห้ามแซงเป็นเหตุให้ชนรถเมล์เหลืองเสียหาย และหมุดคอสะพานเสียหาย แต่การพิจารณาได้ความว่าจำเลยขับรถสวนกับรถเมล์เหลืองและรถชนกันเสียหาย ดังนี้ จะเรียกว่าข้อเท็จจริงในการพิจารณาต่างกับฟ้องหรือไม่ พิเคราะห์ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฯ ไม่มีบทวิเคราะห์ศัพท์คำว่า "แซง" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๔๙๓ คำว่า "แซง" หมายความถึงกิริยาที่แทรกหรือเสียด ซึ่งหมายความว่า เบียดเข้าไปหรือเฉียดไป ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อไม่มีบทกฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษโดยเฉพาะแล้ว ก็ต้องตีความตามความหมายธรรมดา คือ หมายถึงกิริยาแทรกหรือเสียด คือ เบียดเข้าไปหรือเฉียดไป ตามฟ้องของโจทก์จึงมีความหมายไปในทางที่ว่า ขับรถเสียดหรือแทรกรถเมล์เหลืองได้ ซึ่งอาจจะเป็นไปในทางที่แล่นขึ้นหน้าหรือสวนกัน จะตีความหมายว่า แซง หมายถึงขับรถขึ้นหน้าแต่อย่างเดียวดังที่จำเลยโต้เถียงขึ้นมาหาได้ไม่ และตามฟ้องก็แสดงให้เห็นอยู่ว่า รถทั้งสองคันมุ่งหน้าไปคนละทางจะสวนกัน ศาลฎีกาเห็นว่าข้อเท็จจริงในการพิจารณายังเรียกไม่ได้ว่าแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1288/2508 ผู้ว่าคดีศาลแขวงนครราชสีมา โจทก์ นายเสงี่ยม คำถนอม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ผู้ว่าคดีศาลแขวงนครราชสีมา · จำเลย - นายเสงี่ยม คำถนอม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อรุณ ตินทุกะสิริ · โพยม เลขยานนท์ · สวัสดิ์ พานิชอัตรา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงนครราชสีมา - นายช่วง ไชยกุมาร · ศาลอุทธรณ์ - นายทำนอง ดิศวนนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7083/2538ฎีกา 9114/2552ฎีกา 681/2491ฎีกา 892/2497ฎีกา 712/2559ฎีกา 599/2532ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 1795/2493ฎีกา 1411/2499ฎีกา 4225/2559ฎีกา 620/2490ฎีกา 119/2517ฎีกา 1368/2509ฎีกา 3814/2549ฎีกา 901/2480ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 2108/2536ฎีกา 5723-5724/2531ฎีกา 831/2532ฎีกา 6505/2555
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา