คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1459/2508
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ฟ้องแย้งที่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมจะต้องเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหรือพร้อมกันกับคำฟ้องเดิม และเป็นเรื่องที่ต้องวินิจฉัยไปพร้อมกันกับคำฟ้องเดิม.
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินและตึกแถวซึ่งใช้เป็นที่ประกอบการค้าโดยอ้างว่าบอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว จำเลยให้การว่าสัญญาเช่ายังไม่ครบกำหนดขับไล่จำเลยไม่ได้ พร้อมทั้งฟ้องแย้งว่าเมื่อจำเลยถูกขับไล่แล้ว โจทก์จะต้องชดใช้เงินค่ปลูกสร้างโกดังสินค้าและโรงรถด้วยนั้น เห็นได้ว่าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลัง กล่าวคือ ถ้าจำเลยชนะคดีตามคำให้การ ฟ้องแย้งของจำเลยก็ตกไป เพราะยังไม่ถึงเวลาที่จะชดใช้ จึงเป็นเรื่องที่จะเรียกร้องอีกเรื่องหนึ่งต่างหากในภายหลังเมื่อปรากฏผลในคดีนี้แล้ว จึงพิจารณาฟ้องแย้งของจำเลยไปพร้อมกันกับข้อต่อสู้ในคำให้การไม่ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวรวม ๒๖ ห้อง โดยได้รับโอนกรรมสิทธิ์มาจากทายาทผู้รับมรดกของพระยาอุเทนเทพโกสินทร์ เดิมจำเลยเป็นผู้เช่าตึกแถว ๒๖ ห้องนี้เพื่อประกอบการค้า เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแล้วได้บอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลย จำเลยเพิกเฉย ขอให้พิพากษาขับไล่กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย ๔๕,๐๐๐ บาท
จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดีและฟ้องแย้ง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การจำเลย ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยเห็นว่าไม่มีความเกี่ยวพันกับฟ้องเดิม จึงให้ยกฟ้องแย้ง
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๗ วรรค ๓ บัญญัติว่า "จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้ว ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก" กฎหมายบัญญัติไว้ก็เพื่อให้ศาลพิจารณาคดีเป็นเรื่องๆ ไป ไม่ปะปนกัน แม้ในคำฟ้องที่มีข้อหาหลายข้อ ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกัน ก็ให้ศาลสั่งแยกคดีเสียได้ ตามมาตรา ๒๙ คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขับไล่ เพราะเหตุที่บอกเลิกสัญญาเช่าแล้ว จำเลยให้การสู้คดีว่า สัญญาเช่ายังไม่ครบกำหนด ขับไล่จำเลยไม่ได้ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลัง เมื่อจำเลยถูกขับไล่แล้ว โจทก์จึงต้องชดใช้เงินค่าปลูกสร้าง หรือจะแยกให้เห็นง่ายๆ ก็ได้ ว่า ถ้าจำเลยชนะคดีตามคำให้การ ฟ้องแย้งของจำเลยก็ตกไป เพราะยังไม่ถึงเวลาที่จะชดใช้ จึงเป็นเรื่องที่จะเรียกร้องอีกเรื่องหนึ่งต่างหากในภายหลัง เมื่อปรากฏผลในคดีนี้แล้ว ดังนั้น จึงพิจารณาฟ้องแย้งของจำเลยไปพร้อมกันกับข้อต่อสู้ในคำให้การไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นชอบแล้ว
พิพากษายืน ให้ยกฎีกาจำเลย
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1459/2508
นางวัชรี พูนสวัสดิ์ ที่ 1 นายไพโรจน์ พรประภา ที่ 2 โจทก์
นายนิยมหรือเหล็ง เหล่าบุญมี จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางวัชรี พูนสวัสดิ์ ที่ 1 นายไพโรจน์ พรประภา ที่ 2 · จำเลย - นายนิยมหรือเหล็ง เหล่าบุญมี |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | พจน์ ปุษปาคม · บุศย์ ขันธวิทย์ · เกษม ทิพยจันทร์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายจรัส ศรีวรรธนะ · ศาลอุทธรณ์ - นายจิตติ ติงศภัทิย์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา