คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 455/2508
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การที่ศาลเคยมีคำพิพากษาในคดีก่อนว่าจำเลยไม่ใช่บริวารของจำเลยในคดีอื่น ไม่เป็นการตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องขับไล่จำเลยในคดีนี้ตามสัญญาเช่า.
2. การใช้ทรัพย์สินที่เช่าเป็นที่ค้าประเวณี ทำให้ผู้เช่าเสียสิทธิในการได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายควบคุมการเช่า.
3. เมื่อจำเลยมีหน้าที่นำสืบก่อนและยังสืบไม่เสร็จ โจทก์ย่อมมีสิทธิอ้างพยานเพิ่มเติมได้.
ย่อคำพิพากษา
การที่โจทก์ขอให้ศาลบังคับจำเลยในคดีนี้ให้ออกจากตึกพิพาทในฐานะบริวารจำเลยในคดีอื่นศาลสั่งว่าจำเลยไม่ใช่บริวาร โจทก์จึงฟ้องขับไล่จำเลยในคดีนี้ตามสัญญาเช่านั้น ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
จำเลยให้การว่า เช่าตึกพิพาทเพื่ออยู่อาศัยได้รับความคุ้มครองกฎหมาย โจทก์ย่อมนำสืบหักล้างข้อต่อสู้ของจำเลยได้ว่า จำเลยมิได้ใช้ตึกพิพาทเป็นที่อยู่อาศัย หากแต่ทำเป็นโรงโสเภณีจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ.2504
เมื่อจำเลยมีหน้าที่นำสืบก่อนและยังสืบไม่เสร็จ โจทก์ย่อมอ้างพยานเพิ่มเติมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรค 2
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลขับไล่จำเลยออกจากตึกแถวของโจทก์ ซึ่งจำเลยอ้างว่าเป็นผู้เช่าจากนายเกียงผู้เช่าที่ดินโจทก์ปลูกตึกแถวและยกกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ จำเลยเช่าเพื่อทำการค้ามีกำหนดเกินกว่า ๓ ปี แต่มิได้จดทะเบียนสัญญาเช่าจึงมีผลบังคับเพียง ๓ ปี พ้นกำหนดแล้วโจทก์บอกเลิกการเช่า จำเลยก็ไม่ยอมออก ทำให้โจทก์เสียหาย
จำเลยสู้ว่า จำเลยทำสัญญาเช่าตึกพิพาทกับนายเกียงมีกำหนด ๑๐ ปี โดยโจทก์รู้เห็นยินยอม และจะไปจดทะเบียนการเช่าให้ โจทก์จึงผูกพันตามสัญญาเช่าที่จำเลยกับนายเกียงได้กระทำต่อกัน สัญญายังไม่สิ้นอายุ และจำเลยไม่ได้ผิดสัญญา โจทก์ฟ้องซ้ำจำเลยเช่าอยู่อาศัย จึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ.๒๕๐๔
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาขับไล่จำเลย ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ที่จำเลยฎีกาว่าสัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับนายเกียง แซ่โง้วเป็นสัญญาต่างตอบแทน เพราะจำเลยได้เสียเงินค่าก่อนสร้างให้กับนายเกียง แซ่โง้ว เพื่อประโยชน์ที่จะได้เช่ามีกำหนด ๑๐ ปี เมื่อโจทก์ได้รับช่วงสิทธิของนายเกียง สัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับนายเกียงจึงผูกพันโจทก์ด้วยนั้น ฟังไม่ขึ้น เพราะจำเลยไม่มีหลักฐานการเช่ามาแสดงแต่ถึงจะมี หากไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การเช่านั้นคงใช้ได้เพียง ๓ ปี เมื่อครบ ๓ ปีและโจทก์บอกเลิกการเช่าแล้ว โจทก์ย่อมฟ้องขับไล่จำเลยได้
ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ฟ้องซ้ำนั้น เห็นว่าไม่เป็นเพราะในคดีก่อนมีประเด็นว่าจำเลยเป็นบริวารของนายเกียง แซ่โง้วหรือไม่ ส่วนคดีนี้มีประเด็นเป็นเรื่องขอให้ขับไล่ตามสัญญาเช่าซึ่งได้บอกเลิกแล้ว ประเด็นที่ได้วินิจฉัยต่างกัน
ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้ฟ้องว่าจำเลยใช้ตึกพิพาทเป็นช่วงโสเภณีจึงนำสืบในประเด็นข้อนี้ไม่ได้ เห็นว่า เมื่อจำเลยให้การต่อสู้ว่า เช่าเพื่ออยู่อาศัย ได้รับความคุ้มครอบตามกฎหมาย โจทก์ย่อมนำสืบหักล้างข้อต่อสู้ของจำเลยได้ว่า จำเลยมิได้ใช้ตึกพิพาทเป็นที่อยู่อาศัย หากแต่ทำเป็นโรงหญิงโสเภณีจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าเคหะและที่ดิน พ.ศ.๒๕๐๔
ที่จำเลยฎีกาว่า ไม่ควรให้โจทก์อ้างพยานเพิ่มเติม เห็นว่า เมื่อจำเลยมีหน้าที่นำสืบก่อน และยังสืบไม่เสร็จ โจทก์ย่อมอ้างพยานเพิ่มเติมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๘ วรรค ๒
พิพากษายืน ยกฎีกาจำเลย
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 455/2508
นายเติม จารุจินดา ที่ ๑ นายชุณ จารุจินดา ที่ ๒ โจทก์
นางสุมาลี คำนวณศิลป์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายเติม จารุจินดา ที่ ๑ นายชุณ จารุจินดา ที่ ๒ · จำเลย - นางสุมาลี คำนวณศิลป์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | กิตติ สีหนนทน์ · ประกอบ หุตะสิงห์ · มณี ชุติวงศ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - ม.ร.ว.ทองเพิ่ม ทองแถม · ศาลอุทธรณ์ - นายประสาท สุคนธมาน |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา