⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 730/2508

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 730/2508

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกำหนดเบี้ยปรับหรือประโยชน์อื่นใดที่ผู้ให้กู้จะได้รับนั้น ต้องไม่มากเกินส่วนอันสมควร มิฉะนั้นจะเป็นโมฆะตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

การกู้เงินกันรายเดียว แต่ทำหนังสือเป็นหลักฐานสองฉบับ โดยผู้ให้กู้ให้กู้ยืมเงิน 7,000 บาท และตกลงกันว่า ถ้าผู้กู้ไม่ชำระหนี้ตามกำหนดให้ผู้ให้กู้ฟ้องเอาได้ 14,000 บาทนั้น เห็นได้ว่าประโยชน์ที่ผู้ให้กู้ได้รับนั้นมากเกินส่วนอันสมควรจึงเป็นการที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดขกฎหมาย การเรียกดอกเบี้ยและกำไรอื่นจึงเป็นโมฆะ ผู้กู้จึงยังคงต้องรับผิดเฉพาะเงินต้น 7,000 บาทที่กู้ไปเท่านั้น ส่วนผู้ค้ำประกันเงินกู้ 14,000 บาท มิใช่ค้ำประกันเงินกู้ 7,000 บาท จึงหาต้องรับผิดด้วยไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.680

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำหนังสือกู้เงินโจทก์ไป 14,000 บาท จำเลยที่ 2 ค้ำประกัน ครบกำหนดจำเลยไม่ใช้ต้นเงินและดอกเบี้ย จึงขอให้บังคับ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นฟังว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับเงิน 14,000 บาท แต่ได้รับเงินไปเพียง 7,000 บาทสมดังจำเลยต่อสู้ จำเลยที่ 2 ค้ำประกันเอกสารที่ไม่สมบูรณ์ การค้ำประกันย่อมไม่สมบูรณ์จำเลยที่ 1 ไม่ต้องใช้เงิน จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิด พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ได้รับเงิน 14,000 บาท ไปครบถ้วนแล้ว คดีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของจำเลยฟังได้หรือไม่ว่าสัญญากู้เงินเป็นนิติกรรมอำพราง พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินต้น 14,000 บาท กับดอกเบี้ยก่อนฟ้อง 5 ปี 4,000 บาท และนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะใช้เสร็จให้โจทก์ ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ใช้ก็ให้จำเลยที่ 2 ใช้แทน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า เป็นการกู้เงินกันรายเดียว โดยมีหนังสือเป็นหลักฐานการกู้ 2 ฉบับ ซึ่งเมื่ออ่านรวมกันแล้วจะได้ความว่า การกู้เงินกันนี้ จำเลยที่ 1 กู้โจทก์เป็นเงิน 7,000 บาท กำหนดใช้คืนโดยมีข้อตกลงกันว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ใช้คืนตามกำหนด ก็ยอมให้โจทก์ฟ้องเอาเงินจากจำเลยที่ 1 ได้ 14,000บาท ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันและต่อมาจำเลยที่ 1 ไม่ใช้เงิน 7,000 บาท ตามกำหนด โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ให้ใช้เงิน 14,000 บาท พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 กู้เงินก็เพื่อได้ประโยชน์เป็นดอกเบี้ย ดังนั้น การที่ตกลงกันว่า ถ้าไม่ชำระเงิน 7,000 บาท ในกำหนด ก็ให้ผู้ให้กู้ฟ้องเอาได้เป็นเงิน 14,000 บาท และเมื่อจำเลยไม่ชำระต้นเงิน 7,000 บาท คืนตามกำหนด โจทก์ผู้ให้กู้ก็ฟ้องเรียกเก็บเงิน 14,000 บาทกับดอกเบี้ยเงินจำนวนนี้อัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปีนั้น เมื่อมิได้มีหลักฐานให้เห็นเป็นอย่างอื่นก็ต้องฟังว่า นอกจากดอกเบี้ย โจทก์ได้กำหนดจะเอาหรือรับเอาซึ่งกำไรอื่นเป็นเงินถึง 7,000 บาท จนเห็นได้ชัดว่าประโยชน์ที่ได้รับนั้นมากเกินส่วนอันสมควรตามเงื่อนไขแห่งการกู้ยืม จึงเป็นการที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ค) ดังนั้น การเรียกดอกเบี้ยและกำไรอื่นดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งค้ำประกันเงินกู้เฉพาะตามเอกสาร จ.1 มิใช่ค้ำประกันเงินกู้ 7,000 บาท จึงไม่ต้องรับผิดชอบในจำนวนเงิน 7,000 บาท ที่จำเลยกู้ไปนั้น คดีไม่จำต้องพิจารณาปัญหาข้ออื่นต่อไป พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1 ใช้เฉพาะต้นเงินโจทก์ 7,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะตัวจำเลยที่ 2 เสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 730/2508 นางซุนหยิน แซ่เลา โจทก์ นายสุนทร มณีนิล กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางซุนหยิน แซ่เลา · จำเลย - นายสุนทร มณีนิล กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พร สุขารมณ์ · ประกอบ หุตะสิงห์ · กิตติ สีหนนทน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นายไพจิตร ปุญญพันธุ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายปันโน สุขทรรศนีย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา(ก)

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1452/2511ฎีกา 231/2482ฎีกา 170/2546ฎีกา 2721/2548ฎีกา 1800/2511ฎีกา 272/2490ฎีกา 3219/2534ฎีกา 199/2537ฎีกา 1578/2493ฎีกา 8732/2549ฎีกา 275/2487ฎีกา 978/2510ฎีกา 794/2509ฎีกา 1896/2492ฎีกา 612-615/2519ฎีกา 2657/2534ฎีกา 306/2506ฎีกา 2356/2534ฎีกา 1808/2512ฎีกา 4610/2534ฎีกา 311/2538ฎีกา 4007/2552ฎีกา 1776/2541ฎีกา 923/2523
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา(ก)