⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 856-857/2508

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 856-857/2508

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ที่ได้แจ้งการครอบครองที่ดินตามแบบ ส.ค.1 ภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด ย่อมมีสิทธิครอบครองในที่ดินนั้น และมีสิทธิขอห้ามมิให้ผู้อื่นหรือทางราชการเข้ามารบกวนสิทธิครอบครองได้

ย่อคำพิพากษา

ผู้ที่บุกเบิกก่นสร้างเข้าครอบครองที่ดินซึ่งมิใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เมื่อ พ.ศ.2496 - 2497 แม้จะไม่มีใบเหยียบย่ำ ถ้าได้แจ้งการครอบครองตามแบบ ส.ค.1 เมื่อ พ.ศ.2498 ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 5 แล้ว ย่อมมีสิทธิครอบครองในที่ดิน ทางราชการย่อมไม่มีอำนาจที่จะไปปักหลักเขตและประกาศให้เป็นหนองสาธารณะได้ ถ้าทำไป ย่อมเป็นการรบกวนสิทธิครอบครอง ผู้ครอบครองมีสิทธิขอห้ามได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1304 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1374 พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2479 ม.5 พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม.5

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดี ๒ สำนวนนี้ โจทก์ต่างคนกัน ฟ้องจำเลยทั้งสอง ศาลทำการพิจารณาและพิพากษารวมกัน สำนวนแรก โจทก์ฟ้องว่า เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๗ โจทก์บุกเบิกป่าพง หมู่ที่ ๕ ตำบลนายม อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ เนื้อที่ ๕๐ ไร่ ได้แจ้งการครอบครองและจ้างคนขุดบ่อปลา วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๔ จำเลยที่ ๒ กับคณะกรรมการหลายนายซึ่งถูกแต่งตั้งโดยจำเลยที่ ๑ ได้ปักหลักเขตล้อมรอบบ่อปลาของโจทก์ เป็นเนื้อที่ ๑๖ ไร่ แล้วประกาศว่าบ่อปลาของโจทก์เป็นที่สาธารณะ ขอให้พิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองและสั่งห้ามจำเลย สำนวนหลัง โจทก์ฟ้องว่า โจทก์บุกเบิกป่าพง หมู่ ๕ ตำบลเดียวกัน เนื้อที่ ๕๐ ไร่ เจ้าหน้าที่ได้ออกใบเหยียบย่ำให้เมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๔๙๖ โจทก์ได้มอบให้นางกุหลาบครอบครองทำประโยชน์แทน จ้างคนขุดและขยายบ่อปลา ได้เสียภาษีบำรุงท้องที่และแจ้งการครอบครอง ได้รับ ส.ค.๑ แล้ว ครั้นวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๔ จำเลยที่ ๒ กับคณะกรรมการซึ่งถูกแต่งตั้งโดยจำเลยที่ ๑ ได้ปักหลักเขตล้อมรอบบ่อปลาของโจทก์เป็นเนื้อที่ ๙ ไร่ แล้วจะประกาศว่าบ่อปล่าโจทก์เป็นที่สาธารณะ ขอให้พิพากษาเช่นเดียวกับสำนวนแรก จำเลยทั้งสองร่วมกันให้การต่อสู้คดีทั้งสองสำนวนอย่างเดียวกัน คือ ต่อสู้ว่าที่พิพาทสำนวนแรกเรียกว่า "หนองม่วง" สำนวนหลังเรียกว่า "หนองนกอก" โจทก์ทั้งสองเข้าครอบครองที่พิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมิได้ขอตราจองว่าได้ทำประโยชน์แล้วใบเหยียบย่ำและ ส.ค.๑ ของโจทก์ไม่มีผล ที่พิพาทเป็นหนองสาธารณะ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังว่า หนองพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโจทก์มิได้ร้องขอต่ออำเภอเพื่อให้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ภายใน ๑๘๐ วัน ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.๒๔๙๗ มาตรา ๗ วรรค ๑ และ ๒ ที่ดินที่โจทก์ครอบครองจึงปลอดจากการจับจอง พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า หนองพิพาททั้งสองไม่เป็นหนองสาธารณะ แต่นายสนั่นโจทก์ได้บุกเบิกที่พิพาทเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๗ โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติในการขอจับจองตามพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖) พ.ศ.๒๔๙๗ การครอบครองของนายสนั่นโจทก์จึงหาใช้ยันเจ้าหน้าที่ของทางราชการได้ไม่ แม้จะได้รับแจ้ง ส.ค.๑ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๕ ก็หาได้ก่อให้เกิดสิทธิอย่างใดขึ้นใหม่ไม่ ส่วนนางสำฤทธิ์โจทก์ได้ขอจับจองได้รับใบเหยียบย่ำตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๔๙๖ แต่มิได้ขอคำรับรองว่าได้ทำประโยชน์แล้วภายใน ๑๘๐ วัน จึงไม่มีอำนาจใช้ยันจำเลยผู้เป็นเจ้าหน้าที่ของทางราชการได้ พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองสำนวนฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า หนองม่วงและหนองนกอกไม่ใช่หนองสาธารณะ โจทก์ทั้งสองได้บุกเบิกก่นสร้างที่ดินบริเวณรองหนองและรวมทั้งหนองพิพาททั้งสองแห่ง นายสนั่นโจทก์เข้าครอบครองที่ดินรองหนองม่วงและรวมทั้งหนองม่วง เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๗ ด้วยการเข้าครอบครองโดยไม่มีใบเหยียบย่ำ นางสำฤทธิ์โจทก์ได้เข้าครอบครองที่ดินบริเวณหนองนกอกและรวมทั้งหนองนกอกด้วยโดยได้รับใบเหยียบย่ำเมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๔๙๖ แล้ว โจทก์ทั้งสองได้แจ้งการครอบครอง ส.ค.๑ เมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๔๙๘ พร้อมกันทั้งสองราย อันเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.๒๔๙๗ มาตรา ๕ ครบถ้วนถูกต้องแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิครอบครองในหนองพิพาททั้งสองแห่งโดยชอบด้วยกฎหมาย ทางราชการไม่มีอำนาจที่จะไปปักหลักเขตและประกาศให้หนองพิพาททั้งสองแห่งเป็นหนองสาธารณะได้ การที่จำเลยได้กระทำไปจึงเป็นการรบกวนสิทธิครอบครองของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองมีสิทธิขอห้ามได้ พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า หนองม่วงหนองนกอกที่พิพาทไม่ใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ห้ามจำเลยรบกวนสิทธิครอบครองของโจทก์ทั้งสอง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 856 - 857/2508 นายสนั่น สุนทรประทุม โจทก์ นายสุบิน เกษทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ ๑ นายบุญชัย เพชรบูรณ์ ที่ ๒ (ถึงแก่กรรม) จำเลย นางสำฤทธิ์ สุขสถาน โดยนางกุหลาบ บุญประเสริฐ ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ นายสุบิน เกษทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ ๑ นายบุญชัย สอนอิ

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสนั่น สุนทรประทุม · ที่ - นายสุบิน เกษทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ ๑ นายบุญชัย เพชรบูรณ์ · จำเลย - ๒ (ถึงแก่กรรม) · โจทก์ - นางสำฤทธิ์ สุขสถาน โดยนางกุหลาบ บุญประเสริฐ ผู้รับมอบอำนาจ · สอนอิ - นายสุบิน เกษทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ ๑ นายบุญชัย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กิตติ สีหนนทน์ · จิตติ ติงศภัทิย์ · มณี ชุติวงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ - นายบุญชัย สยามเนตร · ศาลอุทธรณ์ - นายวิริยะ เกิดศิริ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1823/2493ฎีกา 5122-5123/2566ฎีกา 923/2497ฎีกา 2524-2525/2543ฎีกา 2649-2660/2530ฎีกา 734/2516ฎีกา 2668/2520ฎีกา 1534/2565ฎีกา 485/2486ฎีกา 6667/2542ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 456/2506ฎีกา 1768/2548ฎีกา 367/2568ฎีกา 1405/2515ฎีกา 1331/2479ฎีกา 472/2513ฎีกา 1532/2509ฎีกา 609/2522ฎีกา 3048/2537ฎีกา 529/2497ฎีกา 948/2501ฎีกา 1456/2537ฎีกา 2775/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา