⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1092/2509

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1092/2509

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ต้องทำเป็นสัญญาประการเดียว หากเจ้าหนี้ไม่แสดงเจตนาตอบรับคำเสนอของบุคคลภายนอก สัญญาแปลงหนี้ใหม่ก็ไม่เกิดขึ้น และหนี้เดิมของลูกหนี้คนเดิมก็ไม่ระงับไป. เงินมัดจำที่ยังไม่ได้ชำระให้ เมื่อสัญญาเลิกกันแล้ว จะบังคับให้ส่งมอบไม่ได้ และจะริบไม่ได้ เว้นแต่จะได้ให้ไว้แล้ว. เมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายได้เท่าจำนวนค่าปรับที่กำหนดไว้ล่วงหน้า.

ย่อคำพิพากษา

การแปลงหนี้ใหม่ด้วยเปลี่ยนตัวลูกหนี้นั้นต้องทำเป็นสัญญาระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้คนใหม่ เพียงแต่บุคคลภายนอกยื่นหนังสือรับรองชำระหนี้แทนจำเลยต่อโจทก์ แต่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำเลยมิได้สั่งการอย่างไร เงียบหายไป สัญญาแปลงหนี้ใหม่ยังไม่เกิดขึ้น แม้ต่อมาอีกเกือบ 4 ปีโจทก์จะได้ทวงหนี้ของโจทก์ที่มีต่อจำเลยเอากับบุคคลภายนอกนั้น ก็ไม่ถือว่าโจทก์ได้ยอมรับเอาบุคคลภายนอกนั้นเข้าเป็นลูกหนี้แทนจำเลย เพราะคำเสนอของบุคคลภายนอกต่อโจทก์สิ้นความผูกพันเพราะล่วงเลยเวลาอันควรคาดหมายว่าจะได้รับคำบอกกล่าวสนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 355 หนังสือทวงหนี้ของโจทก์เป็นแต่คำเสนอใหม่เท่านั้น เมื่อหนี้ใหม่ไม่เกิด หนี้เดิมของจำเลยก็ไม่ระงับไปตามมาตรา 351 เงินมัดจำที่ยังมิได้ชำระให้ เมื่อสัญญาเลิกกันแล้ว จะบังคับให้ส่งให้มิได้ เพราะสิ้นความผูกพันตามสัญญาเสียแล้ว เงินมัดจำที่จะริบในกรณีเลิกสัญญาโดยความผิดของฝ่ายวางมัดจำนั้น ต้องได้ให้ไว้แล้ว เมื่อจำเลยส่งมอบการงานให้โจทก์ไม่ทันตามกำหนดในสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายเท่าจำนวนค่าปรับที่จำเลยสัญญาจะชดใช้ในการที่ชำระหนี้ไม่ตรงตามกำหนดได้ เพราะค่าปรับเป็นค่าเสียหายที่กำหนดกันไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว(อ้างฎีกาที่ 1078/2496 และ 1364/2503)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.349 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.350 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.351 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.355 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.357 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.359 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.377 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.380 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.381

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า ได้จ้างเหมาจำเลยก่อสร้างตึกตามสัญญาที่ ๓๔/๒๔๙๖ และที่ ๕/๒๔๙๗ แต่จำเลยผิดสัญญาทั้งสองฉบับ จึงขอให้จำเลยชดใช้เงินที่จำเลยจะต้องวางมัดจำ เบี้ยปรับตามสัญญา และเงินจ่ายล่วงหน้า เป็นเงิน ๙๗๒,๒๖๗.๕๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่ง นับตั้งแต่วันฟ้อง จำเลยรับว่า ได้ทำสัญญากับโจทก์จริง แต่ต่อสู้ว่าเป็นนิติกรรมอำพราง ปฏิเสธความรับผิด และว่าได้มีการแปลงหนี้ใหม่โดยบริษัทนาวีพานิชจำกัดรับสภาพหนี้เป็นลูกหนี้ต่อโจทก์โดยตรงแทนจำเลยแล้ว ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าได้มีการแปลงหนี้ใหม่และหนี้เดิมระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นอันระงับไป พิพากษาให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บริษัทนาวีพานิชจำกัด ได้ยื่นหนังสือรับรองชำระหนี้แทนจำเลยซึ่งเป็นเพียงคำเสนอ แต่โจทก์มิได้สั่งอย่างไร เงียบหายไป จึงแสดงว่าไม่มีคำสนองจากโจทก์ สัญญาแปลงหนี้ใหม่จึงยังไม่เกิดขึ้น แม้ต่อมาอีกเกือบ ๔ ปีโจทก์จะได้ทวงหนี้รายนี้จากผู้ชำระบัญชีของบริษัทนาวีพานิชจำกัดก็ไม่ถือว่าเป็นการที่โจทก์ยอมรับเอาบริษัทนาวีพานิชจำกัดเข้าเป็นลูกหนี้แทนจำเลย เพราะคำเสนอของบริษัทนาวีพานิช จำกัด สิ้นความผูกพันเพราะล่วงเลยเวลาอันควรคาดหมายว่าจะได้รับคำบอกกล่าวสนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๕๕ หนังสือทวงหนี้ของโจทก์เป็นแต่คำเสนอใหม่เท่านั้น ซึ่งบริษัทนาวีพานิช จำกัด ก็มิได้สนองรับ เมื่อหนี้ใหม่ไม่เกิด หนี้เดิมของจำเลยก็ไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๕๑ เงินมัดจำที่จำเลยยังมิได้ชำระให้โจทก์นั้น เมื่อโจทก์เลิกสัญญากับจำเลยแล้ว โจทก์จะบังคับให้จำเลยส่งให้มิได้ เพราะสิ้นความผูกพันเสียแล้ว เงินมัดจำที่จะริบในกรณีเลิกสัญญาโดยความผิดของฝ่ายวางมัดจำนั้น ต้องได้ให้ไว้แล้ว เมื่อจำเลยส่งมอบงานให้โจทก์ไม่ทันตามกำหนดเวลาในสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเอาค่าเสียหายเท่าจำนวนค่าปรับที่จำเลยสัญญาจะชดใช้ในการที่ชำระหนี้ไม่ตรงตามกำหนดได้เพราะค่าปรับนี้ก็เป็นค่าเสียหายที่กำหนดกันไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว (อ้างฎีกาที่ ๑๐๗๘/๒๔๙๖ และ ๑๓๖๔/๒๕๐๓) พิพากษากลับให้จำเลยใช้เงิน ๗๖๖,๗๐๐ บาท กับดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะใช้เงินเสร็จให้โจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1092/2509 กองทัพเรือ โดยพลเรือเอกสวัสดิ์ ภูติอนันต์ ผู้บัญชาการทหารเรือ โจทก์ บริษัทสหวิศวการโยธา จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - กองทัพเรือ โดยพลเรือเอกสวัสดิ์ ภูติอนันต์ ผู้บัญชาการทหารเรือ · จำเลย - บริษัทสหวิศวการโยธา จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พจน์ ปุษปาคม · บุศย์ ขันธวิทย์ · เกษม ทิพยจันทร์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - นายสุเมธ ทิพยมนตรี · ศาลอุทธรณ์ - นายจำรูญ โชติรัต
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7943/2549ฎีกา 76/2489ฎีกา 9/2532ฎีกา 1008/2496ฎีกา 254/2540ฎีกา 2826/2536ฎีกา 1674/2539ฎีกา 2571/2529ฎีกา 2546/2524ฎีกา 458/2535ฎีกา 5324/2542ฎีกา 58/2530ฎีกา 591/2531ฎีกา 2753/2523ฎีกา 770/2486ฎีกา 5470/2537ฎีกา 6631/2568ฎีกา 621/2519ฎีกา 3833/2552ฎีกา 9376/2539ฎีกา 373/2474ฎีกา 1783/2551ฎีกา 616-617/2490ฎีกา 878/2518
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา