คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1390/2509
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่เกิดขึ้นภายหลังการปล้นทรัพย์โดยทันที เพื่อให้การเอาทรัพย์นั้นไปสะดวก หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ถือว่าเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกับการปล้นทรัพย์.
ย่อคำพิพากษา
จำเลยปล้นทรัพย์ได้แล้ว ก่อนจะลงเรือนจำเลยบังคับให้เจ้าทรัพย์ไปส่ง พอลงเรือนก็ให้เจ้าทรัพย์ร้องบอกว่า อย่าให้ออกมา ออกมาจะตาย เจ้าทรัพย์จึงร้องว่า พี่น้องเว้ย อย่าพากันออกมาเน้อ พอไปห่างเรือน 1 เส้น จำเลยสองคนยิงปืนขึ้นฟ้าคนละนัดแล้วร้องว่า ใครอย่าเข้ามา เข้ามาต้องตาย แล้วพากันเดินต่อไป ดังนี้ การยิงปืนของจำเลยกับการปล้นทรัพย์ยังไม่ขาดตอนกัน ถือได้ว่ายิงเพื่อความสะดวกในการที่จะพาทรัพย์ที่ปล้นได้ไป และเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 340 วรรค 4
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องและเพิ่มเติมฟ้องว่า จำเลยนี้กับพวกได้บังอาจร่วมกันเป็นคนร้ายทำการปล้นทรัพย์ มีมีด ไม้ และปืนเป็นอาวุธ เมื่อออกไปพ้นรั้วบ้านได้ยิงปืนขู่ไม่ให้คนติดตาม ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๐,๘๓ ให้คืนของกลางแก่เจ้าทรัพย์ ให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน ๔,๔๒๐ บาทแก่เจ้าทรัพย์
จำเลยทั้งสี่ให้การว่าไม่ได้กระทำผิด
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า นายอาจจำเลยที่ ๓ กับนายสมพงษ์จำเลยที่ ๒ ได้กระทำการปล้นทรัพย์ผู้เสียหายดังโจทก์ฟ้อง แต่จะฟังว่ายิงปืนในการปล้นไม่ถนัด เพราะการปล้นขาดตอนแล้วจึงยิง พิพากษาว่านายสอาดหรืออาจ นายสมพงษ์มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๐ ให้จำคุกคนละ ๑๒ ปี คดีเฉพาะตัวนายหล่อนายตุม ไม่พอฟังลงโทษ ให้ยกฟ้องเฉพาะคดีนี้ คืนของกลางให้เจ้าทรัพย์เท่าที่เจ้าทรัพย์ว่าของตน ให้นายสมพงษ์นายสอาดหรืออาจคืนหรือใช้ราคาที่ยังไม่ได้คืนอีก ๔,๔๒๐ บาท แก่เจ้าทรัพย์
โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษนายหล่อนายตุม
นายสอาดหรืออาจ นายสมพงษ์ จำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องโจทก์
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีเฉพาะตัวนายหล่อนายตุมพยานหลักฐานของโจทก์ไม่พอฟังลงโทษได้ อุทธรณ์ของนายสมพงษ์ นายสอาดหรืออาจ วินิจฉัยว่า ได้กระทำผิดดังที่โจทก์ฟ้อง ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา ๓๔๐ วรรค ๔ วินิจฉัยว่า การยิงปืนของจำเลยกับการปล้นยังไม่ขาดตอนกัน เพราะจำเลยยิงปืนเมื่อห่างไปจากที่เกิดเหตุสัก ๑ เส้นเท่านั้นและยิงพร้อมกับร้องว่าอย่าเข้ามา จึงเป็นการยิงขู่เพื่อมิให้ติดตาม อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นว่า นายสมพงษ์จำเลยที่ ๒ นายสอาดหรืออาจจำเลยที่ ๓ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ วรรค ๔ สำหรับจำเลยที่ ๓ ลดมาตราส่วนโทษให้ ๑ ใน ๓ คงจำคุก ๑๓ ปี ๔ เดือน จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๒๐ ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
นายสมพงษ์จำเลยที่ ๒ นายสอาดหรืออาจจำเลยที่ ๓ ฎีกา
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายรายนี้จริง ส่วนปัญหาต่อไปมีว่าในการปล้นทรัพย์รายนี้ คนร้ายได้ใช้ปืนยิงหรือไม่ ในข้อนี้ได้ความว่า เมื่อคนร้ายปล้นทรัพย์ได้แล้วและก่อนจะลงเรือนไป คนร้ายบังคับให้นางเรียงนางพรงไปส่ง พอลงเรือนก็ให้นางเรียงร้องบอกว่าอย่าให้ออกมา ออกมาจะตาย นางเรียงได้ร้องว่า พี่น้องเว้ย อย่าพากันออกมาเน้อ พอไปห่างเรือนราว ๑ เส้น คนร้าย ๒ คนได้ยิงปืนขึ้นฟ้าคนละนัดแล้วร้องว่า ใครอย่าเข้ามา เข้ามาต้องตาย แล้วพากันเดินต่อไป ตามที่คดีได้ความนี้ เห็นว่า การยิงปืนของคนร้ายกับการปล้นทรัพย์ยังไม่ขาดตอนกัน การยิงปืนของคนร้ายถือได้ว่ายิงเพื่อความสะดวกในการที่จะพาทรัพย์ที่ปล้นได้ไป และเพื่อให้พ้นจากการจับกุม
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1390/2509
อัยการจังหวัดนครราชสีมา โจทก์
นายหล่อ ทิพย์สันเทียะ ที่ 1
นายสมพงษ์ พลสว่าง ที่ 2
นายสอาดหรืออาจ ปราณีตพลกรัง ที่ 3
นายคุต พลสว่าง ที่ 4 จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - อัยการจังหวัดนครราชสีมา · 1 - นายหล่อ ทิพย์สันเทียะ ที่ · 2 - นายสมพงษ์ พลสว่าง ที่ · 3 - นายสอาดหรืออาจ ปราณีตพลกรัง ที่ · จำเลย - นายคุต พลสว่าง ที่ 4 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | บุศย์ ขันธวิทย์ · พจน์ ปุษปาคม · เกษม ทิพยจันทร์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายวรา ไวยหงษ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายอดุล รัตนปิณฑะ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา