คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1670/2509
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าพนักงานของรัฐเรียกรับเอาทรัพย์สินเพื่อจูงใจให้ตนเองหรือผู้อื่นกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งหน้าที่ เป็นความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ แม้หน้าที่นั้นจะเป็นหน้าที่เฉพาะตามที่ทางราชการแต่งตั้งให้ปฏิบัติ แต่โดยทั่วไปเจ้าพนักงานย่อมมีอำนาจทำการสืบสวนคดีอาญาได้ตามกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
จำเลยเป็นตำรวจประจำกองบังคับการตำรวจดับเพลิง ได้สมคบกับจำเลยอื่นแสดงตัวกับผู้เสียหายว่าเป็นตำรวจ จะจับตัวผู้เสียหายฐานขายยาผิดประเภท แต่จำเลยกลับเรียกเอาเงินจากผู้เสียหาย เพื่อไม่จับกุมดำเนินคดีดังกล่าว จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ จำเลยจะอ้างว่าเป็นตำรวจดับเพลิง มีหน้าที่ดับเพลิงเท่านั้น ไม่มีอำนาจสอบสวนสืบสวนเพื่อจับกุมผู้กระทำผิดอาญาหาได้ไม่ เพราะหน้าที่การดับเพลิงนั้นเป็นหน้าที่เฉพาะตามที่ทางราชการแต่งตั้งให้ปฏิบัติ แต่โดยทั่วไปแล้ว จำเลยย่อมมีอำนาจทำการสืบสวนคดีอาญาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อจำเลยได้เรียกและรับเอาเงินจากผู้เสียหาย เพื่อไม่จับกุมดำเนินคดีอาญาฐานขายยาผิดประเภท จำเลยย่อมมีความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยว่า ได้ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๙, ๑๕๗,๒๐๐ ,๘๓ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๕,๑๓ และคืนเงินของกลางให้เจ้าทรัพย์
จำเลยทั้ง ๓ ให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษสิบตำรวจโทเสนอ จำเลยที่ ๑ ห้าปี จำเลยที่ ๒ และ ๓ ยกฟ้อง คืนเงินของกลาง ๔๐๐ บาทให้แก่เจ้าทรัพย์
โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ และที่ ๓
จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยที่ ๑ ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยที่ ๑ เป็นตำรวจดับเพลิง มีอำนาจดับเพลิงเท่านั้น หาได้มีอำนาจสอบสวนสืบสวนหรือจับกุมผู้กระทำผิดอาญาไม่ จึงไม่มีความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ ๑ เป็นตำรวจประจำกองบังคับการดับเพลิง และมีหน้าที่แต่ในเรื่องดับเพลิงนั้น เป็นหน้าที่เฉพาะตามที่ทางราชการแต่งตั้งให้ปฏิบัติ แต่โดยทั่วไปแล้ว จำเลยที่ ๑ ย่อมมีอำนาจทำการสืบสวนคดีอาญาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗ ฉะนั้น การที่จำเลยที่ ๑ รับราชการเป็นตำรวจได้เรียกและรับเอาเงินสำหรับตนเอง จากผู้เสียหายเป็นจำนวน ๔๐๐ บาท เพื่อไม่จับกุมและดำเนินคดีอาญาฐานขายยาผิดประเภท จึงเป็นความผิดดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาชอบแล้ว พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1670/2509
พนักงานอัยการ กรมอัยการ จำเลย
สิบตำรวจโทเสนอ ผลาเกษ ที่ 1
พลตำรวจอมร ศิริสิทธิ์ ที่ 2
ร้อยตำรวจตรีประยงค์ จันทรศิลป์ ที่ 3 ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | จำเลย - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · 1 - สิบตำรวจโทเสนอ ผลาเกษ ที่ · 2 - พลตำรวจอมร ศิริสิทธิ์ ที่ · ล. - ร้อยตำรวจตรีประยงค์ จันทรศิลป์ ที่ 3 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | จิตติ ติงศภัทิย์ · มณี ชุติวงศ์ · สุทิน เกษคุปต์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลชั้นต้น - นายจินดา เกตุปัญญา · ศาลอุทธรณ์ - นายเสลา หัมพานนท์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา