⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1226/2510

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1226/2510

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำขอสอดเข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 ถือเป็นคำคู่ความ หากศาลมีคำสั่งไม่ให้เข้ามาในคดี ย่อมมีผลเป็นการไม่รับคำคู่ความ.

ย่อคำพิพากษา

ในกรณีร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 นั้นถ้าบุคคลภายนอกมีคำขอสอดเข้ามาในคดีเพื่อเป็นคู่ความร่วมกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือไม่ร่วมกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด จะต้องแสดงเหตุที่จะขอเข้ามาในคดี คำขอเช่นนี้เป็นคำคู่ความตามฝ่ายที่เข้าร่วม หรือถ้าไม่เป็นฝ่ายใด แต่เพื่อบังคับตามสิทธิของตนก็เป็นคำฟ้อง ในกรณีที่ถูกเรียกให้เข้ามาในคดีเป็นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ก็ต้องยื่นเอกสารแสดงเหตุว่าเข้ามาในคดีเพราะเหตุใด ถ้าถูกเรียกเข้ามาเป็นฝ่ายจำเลย จะต้องยื่นคำให้การด้วย ตามมาตรา 177 วรรคท้าย ดังนี้ คำขอและเอกสารแสดงเหตุที่สอดเข้ามาจึงจัดว่าเป็นคำคู่ความถ้าศาลมีคำสั่งไม่ให้เข้ามาในคดี ย่อมมีผลเป็นการไม่รับคำคู่ความ แต่คำขอให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดี ยังไม่มีการขอเข้ามาหรือแสดงเหตุที่เข้ามาเป็นคู่ความ หาใช่เป็นคำคู่ความไม่ และมิใช่เป็นการตั้งประเด็นเพราะมิได้เป็นข้อเถียงหรือข้อแก้คำฟ้องแต่ประการใดคำสั่งคำขอชนิดนี้จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา คำขอให้เรียกคนภายนอกเข้ามาเป็นจำเลย มิใช่คำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยในระหว่างพิจารณาตามมาตรา 228(2) เพราะถ้าจำเลยแพ้คดีจะได้ฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกที่จะเรียกเข้ามา ประโยชน์อย่างนี้มิใช่ประโยชน์ในระหว่างพิจารณาเพราะประโยชน์จะเกิดขึ้นเมื่อศาลพิพากษาคดีให้จำเลยแพ้แล้ว และจำเลยต้องชำระหนี้แล้วจึงจะรับช่วงสิทธิของโจทก์ไปไล่เบี้ยได้ (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 15/2510)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.18 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.24 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.57 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.226 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.227 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.228

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้จากจำเลยที่ ๑ และขอให้จำเลยที่ ๒, ๓, ๔ ผู้ค้ำประกันร่วมรับผิดชำระหนี้เงินต้นพร้อมทั้งดอกเบี้ย จำเลยที่ ๑ และ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ ๓ และ ๔ รับว่าได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้จริง แต่ไม่อาจรับรองความแท้จริงและความถูกต้องของสำเนาสัญญาค้ำประกันท้ายฟ้อง และให้การต่อสู้หลายประการ ในที่สุดต่อสู้ว่ายังมีพันตำรวจเอกสง่า กิติขจร เป็นผู้ค้ำประกันหนี้รายนี้ร่วมกับจำเลยที่ ๒,๓, ๔ ด้วยอีกผู้หนี่ง จะฟ้องให้จำเลยที่ ๒,๓, ๔ รับผิดเท่านั้นหาได้ไม่ จำเลยที่ ๔ ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกพันตำรวจเอกสง่า กิติขจร เข้ามาเป็นจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๓) โดยอ้างว่าถ้าจำเลยที่ ๔ แพ้คดี จำเลยที่ ๔ ย่อมมีสิทธิฟ้องไล่เบี้ยจากพันตำรวจเอกสง่า กิติขจร ได้ ศาลชั้นต้นสั่งว่า พันตำรวจเอกสง่าและจำเลยที่ ๔ ต่างเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ ๑ แยกทำสัญญากันคนละฉบับ ไม่ได้รับผิดร่วมกัน กรณีไม่เข้าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๓) ให้ยกคำร้อง จำเลยที่ ๔ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า แม้ศาลจะสั่งยกคำร้องเสีย ก็มิใช่เป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความ และทั้งไม่ใช่เป็นคำสั่งเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความ หรือคำสั่งชี้ขาดเบื้องต้นตามมาตรา ๒๔ อันจะอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๗, ๒๒๘ คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ก่อนศาลพิพากษาชี้ขาดตัดสินตามมาตรา ๒๒๖ พิพากษายืน จำเลยที่ ๔ ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าโดยที่ประชุมใหญ่ว่า ในกรณีร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ นั้น ถ้าบุคคลภายนอกมีคำขอสอดเข้ามาในคดีเพื่อเป็นคู่ความร่วมกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือไม่ร่วมกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด จะต้องแสดงเหตุที่จะขอเข้ามาในคดี คำขอเช่นนี้เป็นคำคู่ความตามฝ่ายที่เข้าร่วม หรือถ้าไม่เป็นฝ่ายใด แต่เพื่อบังคับตามสิทธิของตนก็เป็นคำฟ้อง ในกรณีที่ถูกเรียกให้เข้ามาในคดีเป็นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ก็ต้องยื่นเอกสารแสดงเหตุว่าเข้ามาในคดีเพราะเหตุใด ถ้าถูกเรียกเข้ามาเป็นฝ่ายจำเลยจะต้องยื่นคำให้การด้วยตามมาตรา ๑๗๗ วรรคท้าย ดังนี้ คำขอและเอกสารแสดงเหตุที่สอดเข้ามาจึงจัดว่าเป็นคำคู่ความ ถ้าศาลมีคำสั่งไม่ให้เข้ามาในคดี ย่อมมีผลเป็นการไม่รับคำคู่ความ แต่คำขอให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดี ยังไม่มีการขอเข้ามาหรือแสดงเหตุที่เข้ามาเป็นคู่ความ หาใช่เป็นคำคู่ความไม่ และมิใช่เป็นการตั้งประเด็นเพราะมิได้เป็นข้อเถียงหรือข้อแก้คำฟ้องแต่อย่างใด คำสั่งคำขอชนิดนี้จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา คำขอให้เรียกคนภายนอกเข้ามาเป็นจำเลย มิใช่คำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของจำเลยในระหว่างพิจารณาตามมาตรา ๒๒๘ (๒) เพราะถ้าจำเลยแพ้คดีจะได้ฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลภายนอกที่จะเรียกเข้ามา ประโยชน์อย่างนี้มิใช่ประโยชน์ในระหว่างพิจารณา เพราะประโยชน์จะเกิดขึ้นเมื่อศาลพิพากษาคดีให้จำเลยแพ้แล้วและจำเลยต้องชำระหนี้แล้ว จึงจะรับช่วงสิทธิของโจทก์ไปไล่เบี้ยได้ พิพากษายืน ยกฎีกาจำเลย. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1226/2510 สหธนาคารกรุงเทพฯ จำกัด โดยนายบรรเจิด ชลวิจารณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทนราพันธุ์ จำกัด ที่ 1กับพวกรวม 4 คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความกรรมการผู้จัดการ - สหธนาคารกรุงเทพฯ จำกัด โดยนายบรรเจิด ชลวิจารณ์ · จำเลย - บริษัทนราพันธุ์ จำกัด ที่ 1กับพวกรวม 4 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พจน์ ปุษปาคม · วงษ์ วีระพงศ์ · พยุง วัฒนสิงหะ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสุพรรณ อยู่เกษ · ศาลอุทธรณ์ - นายบุณยเกียรติ อรชุนนะกะ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4161/2532ฎีกา 6339/2538ฎีกา 2909/2524ฎีกา 7980/2551ฎีกา 2749/2538ฎีกา 4810/2542ฎีกา 988/2485ฎีกา 1010/2539ฎีกา 609/2526ฎีกา 4715/2542ฎีกา 4359/2540ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 1679/2540ฎีกา 4838/2548ฎีกา 1415/2540ฎีกา 7903/2568ฎีกา 5640/2540ฎีกา 602/2488ฎีกา 469/2531ฎีกา 3589/2525ฎีกา 1360/2544ฎีกา 8119/2540ฎีกา 1765/2492
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา